เกล ฟอสเลอร์ ประธานสำนักงานคอนเฟอเรนซ์บอร์ด ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยเอกชนของสหรัฐ เตือนว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่ด้านสินทรัพย์ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลทั่วโลกทุ่มงบประมาณฟื้นฟูเพื่อปกป้องเศรษฐกิจจากภาวะถดถอย
"รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นจะต้องระมัดระวังเรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะเม็ดเงินที่สะพัดทำให้นักลงทุนทุ่มซื้อสินทรัพย์จำพวกอสังหาริมทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่จำนวนมาก นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำให้ซัพพลายเงินสดในระบบสูงขึ้นและการขยายตัวของสินค้าก็เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่" ฟอสเลอร์กล่าวในการประชุมที่สิงคโปร์วันนี้
ฟอสเลอร์ยังกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวน้อยกว่าในช่วงที่ผ่านมา และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีนจะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจในเอเชียขยายตัวได้ดีกว่าในสหรัฐ
การแสดงความคิดเห็นของฟอสเลอร์สวนทางกับเกาหลีใต้และออสเตรเลียที่ได้แสดงความเห็นไว้ก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลทั่วโลกยังไม่ควรยกเลิการใช้นโยบายระบบการเงินและการคลัง เพราะการทำเช่นนี้อาจเป็นการขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่หลายประเทศกำลังอภิปรายกันอย่างเข้มข้นว่ามาตรการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ด้านสินทรัพย์
รัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ และได้พร้อมใจกันลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังช่วยหนุนมูลค่าในตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นราว 15 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อก็คลี่คลายลง ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น บลูมเบิร์กรายงาน