ศาสตราจารย์ชื่อดังชี้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปอาจกระทบดอลลาร์อ่อนค่า

ข่าวต่างประเทศ Tuesday September 29, 2009 11:18 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ศาสตราจารย์สตีฟ ฮานเก้ แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็พส์กินส์ ชี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำนานจนเกินไป ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจจะสร้างแรงกดดันให้กับเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนกว่าเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในเดือนพ.ย. 2553 ผ่านพ้นไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจจะยังคงอยู่ในช่วงเป้าหมายของเฟดอยู่ และเศรษฐกิจสหรัฐก็อาจจะชะลอตัวลงอีกครั้งเมื่อมีการขึ้นดอกเบี้ย และในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวในรูปของตัวอักษร W

ที่ประชุมเฟดระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้คำมั่นอีกครั้งว่า จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งสมาชิกที่ประชุมเฟดส่วนใหญ่มองว่า อัตราเงินเฟ้อในระยะยาวที่ประมาณ 2% นั้น สอดคล้องกับแนวทางของเฟดในการพยุงการจ้างงานและเสถียรภาพด้านราคา

บลูมเบิร์กรายงานว่า ศาสตราจารย์กล่าวต่อไปว่า หากเราดูที่การแสดงความคิดเห็นของเฟดในขณะนี้ และดูที่นโยบายเป้าหมายด้านเงินเฟ้อของเบน เบอร์นานเก้ ประธานเฟด เราก็คงจะเห็นได้ว่าเฟดคงจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนอกจากทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 0-0.25% ซึ่งเห็นได้ว่าเฟดรอนานเกินไป และเฟดคงจะคงนโยบายผ่อนปรนไว้จนกว่าการเลือกตั้งกลางเทอมจะผ่านพ้นไป เมื่อรอให้ถึงปี 2554 ก็เรียกได้ว่า อาจจะสายเกินไปแล้ว

เจมส์ บุลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์ หลุยส์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะติดกับอยู่ในสถานการณ์ที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และอัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ระดับศูนย์

สตีฟ ฟอร์บส์ ซีอีโอของฟอร์บส์ อิงค์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่า สหรัฐจำเป็นต้องใช้นโยบายเงินดอลลาร์แข็งค่าและมีเสถียรภาพ เพื่อรับประกันว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างยั่งยืน โดยดัชนีดอลลาร์ร่วงลงไปแล้ว 11% นับตั้งแต่ที่บารัค โอบามา เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือนม.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะยอดขาดดุลงบประมาณที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งเป็นเพราะรัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ