ธนาคารกลางอินเดียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (reverse repurchase rate) ในอัตรา 0.25% จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.25% เป็น 3.5% พร้อมเพิ่มอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (repurchase rate) ขึ้นสู่ระดับ 5% จาก 4.75% โดยมีเป้าหมายที่จะป้องกันภาวะเงินเฟ้อ
โดยธนาคารกลางระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อนับเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อของอินเดียคือ รายงานข้อมูลผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงอุปสงค์ภาคเอกชนที่กระเตื้องขึ้น นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์ของอินเดียในเดือนก.พ.ยังพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของอินเดียคาดว่าเศรษฐกิจในประเทศอาจขยายตัวได้ที่ระดับ 8.2% ในปีงบประมาณหน้าเมื่อเทียบกับที่คาดว่าจะโตได้ในระดับ 7.2% ในปีงบประมาณนี้ที่จะสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม
ด้านผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินหลายแห่งมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีของธนาคารกลางอินเดียเป็นเพียงขั้นตอนแรกในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าธนาคารอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนหน้า
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อินเดียกำลังเจริญรอยตามออสเตรเลียและมาเลเซียที่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วในเดือนนี้ หลังเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอย ซึ่งทำให้หลายประเทศเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินแทน โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินเดียได้ประกาศเพิ่มกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อีก 0.75% เป็น 5.75% ก่อนที่จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในหลายประเทศโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังต้องรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเพื่อให้มั่นใจถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ขณะที่แคนาดาอาจเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศจี -7 ที่นำร่องขึ้นดอกเบี้ยหลังจากอัตราเงินเฟ้อเมื่อเดือนที่ผ่านพุ่งสูงขึ้นเหนือความคาดหมาย
ทั้งนี้ ข่าวการขึ้นดอกเบี้ยของอินเดียได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา และมีส่วนกดดันให้ตลาดหุ้นปิดปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนเกรงว่า สถานการณ์ครั้งนี้จะจุดกระแสให้ธนาคารกลางในประเทศอื่นๆ ทยอยขึ้นดอกเบี้ยจนอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก