นักวิเคราะห์จากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด และธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส์ คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในเดือนหน้า หลังจากตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (reverse repurchase rate) 0.25% เป็น 3.5% และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (repurchase rate) เป็น 5% จากระดับ 4.75% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันศุกร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการสกัดกั้นเงินเฟ้อเท่านั้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากบีเอ็นพี พาริบาส์ กล่าวว่า การที่อินเดียตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าทางธนาคารกลางวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% ยังไม่มากพอที่จะสกัดกั้นเงินเฟ้อได้ จึงคาดว่าธนาคารกลางอินเดียจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอีกในเดือนหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์ของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณในด้านบวกต่อตลาดการเงิน เพราะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางอินเดียจะสามารถรับมือกับเงินเฟ้อได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ
การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของอินเดียสอดคล้องกับออสเตรเลียและมาเลเซียที่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วในเดือนนี้ หลังเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอย ซึ่งทำให้หลายประเทศเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินแทน โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินเดียได้ประกาศเพิ่มกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อีก 0.75% เป็น 5.75% ก่อนที่จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในหลายประเทศโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังต้องรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเพื่อให้มั่นใจถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต