"กอบศักดิ์" เตือนเศรษฐกิจ-หุ้นไทยเปราะบางสูงเซ่นพิษน้ำมัน-สงคราม จี้รัฐเร่งรับมือวิกฤตพลังงานด่วน

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday March 4, 2026 14:30 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและมีภาวะเปราะบางสูง สะท้อนจากการปรับตัวลงอย่างหนักของตลาดหุ้นไทยที่ตื่นตระหนกมากกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญจาก "การพึ่งพาน้ำมัน" และ "ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงก่อนหน้า" เตือนรัฐบาลให้เร่งเตรียมการรับมือวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนโดยด่วน

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผลกระทบจะสะท้อนผ่านตลาดทุนก่อน โดยกรณีของตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมาปิดร่วงไปกว่า 61 จุด และล่าสุดภาคเช้าวันนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หยุดการซื้อขายชั่วคราวตามมาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 ระหว่างเวลา 12.18-12.30 น.หลังจากดัชนี SET ร่วงหนักถึง 8% ถือว่าเป็นการปรับตัวลงมากพอสมควรและมากกว่าคาด

หากเปรียบในภูมิภาค ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ช่วงเช้าปรับตัวลงแรงและประกาศใข้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit breaker) เช่นเดียวกัน ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ลงไปกว่า 3% ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงมากนับตั้งแต่ต้นปี โดยเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง (ปรับขึ้น 50%) ตามมาด้วยประเทศไทยเป็นอันดับสอง (ปรับขึ้น 25%) ส่วนญี่ปุ่นก็ปรับขึ้นมามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนกนักลงทุนจึงเทขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

นอกจากนี้ ทั้งสามประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กำลังเกิดความขัดแย้ง โดยเกาหลีใต้นำเข้าเกือบ 100%, ญี่ปุ่นประมาณ 90% และไทยก็มีสัดส่วนการนำเข้าที่สูงมาก ปัจจัยนี้จึงเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

"ผมคิดว่ากระบวนการของตลาดทุนที่กำลังกระทบกับเรา มันมาทั้งผ่านช่องทางของความเชื่อมั่น แล้วก็ทำให้ทุกคนกังวลใจแล้วกำลังปรับตัว แล้วยิ่งตกก็ยิ่งวิ่งหนี ทำให้เกิดการปรับตัวอย่างรุนแรงของตลาดทุนในขณะนี้"

ประธาน FETCO กล่าวว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซนับเป็นหัวใจของวิกฤตครั้งนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและโรงงานก๊าซของกาตาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจากระดับ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 40-50%

ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันมีเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันกว่า 100 ลำ (คิดเป็น 10% ของกองเรือทั่วโลก) ติดค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ส่งผลให้ค่าประกันความเสี่ยงและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น และในอนาคตปริมาณน้ำมันโลกอาจไม่เพียงพอและจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมาก เป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้วย แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าไปคุ้มกัน แต่มองว่า "ไม่ง่ายอย่างที่คิด" เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แคบและเสี่ยงต่อการถูกซุ่มโจมตีจากอิหร่านได้ง่าย

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยคือด้านความมั่นคงทางพลังงาน ต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลต้องเริ่มหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นอินโดนีเซียที่ประกาศขอซื้อน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐฯมากขึ้น ส่งเสริมพลังงานทดแทน และรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

"เราต้องเร่งเครื่องตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเหมือนกรณีหน้ากากอนามัยหรือไข่"นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะจบในครั้งเดียว แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะขยายวงกว้างขึ้น และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง แนะต้องเตรียมลดการพึ่งพาจากมหาอำนาจเพียงชาติเดียว และหันมาสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการดูแลผู้ประกอบการ SME

"ผมคิดว่าเราถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่ามีความเสี่ยงเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ และวันหนึ่งประเทศไทยอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง เราต้องเตรียมการเพื่อให้ประเทศอยู่รอดให้ได้" นายกอบศักดิ์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ