ตลาดหุ้นกู้ซึม Q1/69 ยอดออกใหม่วูบ 15% ผวาศึกตะวันออกกลางดันบอนด์ยีลด์พุ่ง-ผิดนัดชำระเฉียด 9 พันลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday April 3, 2026 15:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ตลาดหุ้นกู้ซึม Q1/69 ยอดออกใหม่วูบ 15% ผวาศึกตะวันออกกลางดันบอนด์ยีลด์พุ่ง-ผิดนัดชำระเฉียด 9 พันลบ.

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/69 มีมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) เท่ากับ 171,889 ล้านบาท ลดลง 15.5% จากไตรมาส 1/68 ที่มีมูลค่าการออกหุ้นกู้ 203,486 ล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นกู้กลุ่ม Investment grade (IG) ลดลง 13% มาที่ 162,219 ล้านบาท ส่วนใหญ่ออกทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด 154,849 ล้านบาท และกลุ่ม High Yield (HY) ลดลง 43.5% YoY มาที่ 9,670 ล้านบาท ซึ่งมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระ 26,610 ล้านบาท

ตลาดหุ้นกู้ซึม Q1/69 ยอดออกใหม่วูบ 15% ผวาศึกตะวันออกกลางดันบอนด์ยีลด์พุ่ง-ผิดนัดชำระเฉียด 9 พันลบ.

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY (เช่น GULF มีการออกหุ้นกุ้ต่อเนื่อง) PROPERTY (เชน SIRI , SPALI) และ FOOD and BEVERAGE (เช่น ไทยเบฟเวอเรจ) ตามลำดับ

สาเหตุที่หุ้นกู้ในไตรมาส 1/69 ออกใหม่ลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดการเงินผันผวนและเกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) กระชากขึ้นหลังเกิดการโจมตีเมื่อ 28 ก.พ.69 ทำให้เอกชนเลือกไม่ออกหุ้นกู้ และบางบริษัทหันไปใช้เงินกู้ธนาคารแทน หรือบริษัทในกลุ่มแบงก์ที่มีสภาพคล่องสูงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ ส่วนกลุ่ม HY การออกหุ้นกู้ ลดลงมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนก็มีความระมัดระวังการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

ตลาดหุ้นกู้ซึม Q1/69 ยอดออกใหม่วูบ 15% ผวาศึกตะวันออกกลางดันบอนด์ยีลด์พุ่ง-ผิดนัดชำระเฉียด 9 พันลบ.

ณ สิ้นไตรมาส 1/69 หุ้นกู้มีมูลค่าคงค้างรวม 4.3 ล้านล้านบาท โดยกลุ่ม ENERGY มีมูลค่าคงค้างสูงที่สุดรองลงมาเป็นกลุ่ม FINANCE , COMMERCE, PROPERTY และ FOOD ตามลำดับ ซึ่ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมแรกมีสัดส่วนรวมกัน 61%

*Q1/69 ยอด Default เกือบ 9 พันลบ.แต่ปรับโครงสร้างหนี้ลดได้ครึ่งหนึ่ง

นางสาวอริยา กล่าวว่า ใน 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด มูลค่า 686,533 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ IG สัดส่วน 92% และ HY 8%

ไตรมาส 2/69 มีจำนวน 265,600 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ IG จำนวน 255,866 ล้านบาท และ กลุ่ม HY มีมูลค่า 9,734 ล้านบาท

ตลาดหุ้นกู้ซึม Q1/69 ยอดออกใหม่วูบ 15% ผวาศึกตะวันออกกลางดันบอนด์ยีลด์พุ่ง-ผิดนัดชำระเฉียด 9 พันลบ.

ไตรมาส 3 มีจำนวน 244,886 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ IG จำนวน 216,968 ล้านบาท และกลุ่ม HY มีมูลค่า 27,918 ล้านบาท

ไตรมาส 4 มีมูลค่าที่ครบกำหนด 176,047 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ IG 160,462 ล้านบาท และกลุ่ม HY มีมูลค่า 15,585 ล้านบาท

ในไตรมาส 1/69 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ (Default) จำนวน 8,976 ล้านบาท

- ม.ค.มี 2 บริษัท คือ หุ้นกู้ บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) 6 รุ่น รวม 3,102 ล้านบาท และ หุ้นกู้ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค [ECF] 5 รุ่น รวม 357 ล้านบาท

- ก.พ.มี 1 บริษัท คือ หุ้นกู้ บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) 8 รุ่น รวม 1,522 ล้านบาท

- มี.ค. มี 3 บริษัท คือ หุ้นกู้ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค [ECF] 1 รุ่น รวม 409 ล้านบาท

แต่หุ้นกู้เรทติ้ง A ได้ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure) เมื่อ ม.ค. 2 รุ่น รวมวงเงิน 978 ล้านบาท และ ก.พ. 2 รุ่น รวมวงเงิน 3,647 ล้านบาท ทำให้หุ้นกู้ผิดนัดชำระสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 เท่ากับ 4,352 ล้านบาท

นอกจากนี้ มีหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ ได้แก่ หุ้นกู้ บมจ.โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส [PPS] 1 รุ่น 120 ล้านบาทเมื่อ ก.พ. และ มี.ค. หุ้นกู้ บมจ.อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป [EP] 1 รุ่น 302 ล้านบาท

ทั้งนี้ ThaiBMA ยังติดตามหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระค้างอยู่กว่า 20 บริษัท อาทิ JKN, AQUA, EA, ITD , NWR, MJD เป็นต้น

นางสาวอริยา กล่าวว่า ThaiBMA จะยังไม่ปรับเป้าหมายการออกหุ้นกู้เอกชนปี 69 ยังคงเดิมที่ 8.8-9.0 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่จะมีผลกระทบจากราคาน้ำมันเป็นเรื่องการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เชื่อว่าบริษัทเอกชนเผชิญความท้าทาย อย่างไรก็ดี ยังไม่น่าห่วงสำหรับหุ้นกุ้ IG

ขณะที่หุ้นกู้กลุ่ม HY เหลือหุ้นกู้ครบกำหนดไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยให้เกิดผิดนัดชำระหนี้ แต่จะปรับโครงสร้างหนี้ก่อน

*ต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทย

นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าวว่า ณ สิ้นไตรมาส 1/69 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 18.2 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็น All Time High (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก

ในไตรมาส 1/69 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในเดือน ม.ค.และ ก.พ.รวม 56,061 ล้านบาท ก่อนพลิกเป็นการขายสุทธิในเดือน มี.ค. 36,472 ล้านบาทหลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 ต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท และมียอดถือครอง 9.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างในตลาดตราสารหนี้ โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

ขณะที่ Bond yield ของไทยขยับสูงขึ้นทุกรุ่นอายุในลักษณะ Bear Steepening โดย Bond yield ระยะยาวสูงขึ้นมากกว่าระยะสั้น สืบเนื่องจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดย Bond yield รุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี เพิ่มขึ้น 25, 42 และ 55 bps. จากสิ้นปี 68 มาอยู่ที่ 1.38%, 1.70% และ 2.21% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 ขณะที่เงินเฟ้อไทย ติดลบ 0.88% จะมี Real Return ราว 2%

ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี Bond Yield ขึ้นไป 4.30% เมื่อหักกับเงินเฟ้อ 2.4% จะมี Real Return 1.9% ต้องจับตาผลกระทบจากสงครามต่อเงินเฟ้อในระยะต่อไป

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 69 คาดว่ายังทรงตัว จากผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีนี้ กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ส่วนการคาดการณ์ Bond yield ไทยคาดว่า รุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับสูงขึ้นเฉลี่ยราว 5 bps. จากสิ้นไตรมาส 1 ปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อัตราเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ