ASP รับปีนี้กำไร-รายได้ต่ำกว่าปีก่อน รุกหนักงาน IBพร้อมปรับเป็นโฮลดิ้ง

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday November 17, 2014 16:23 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเซีย พลัส (ASP) ยอมรับว่า รายได้และกำไรในปีนี้จะต่ำกว่าปีก่อนที่มีรายได้ 3,109.20 ล้านบาท และกำไร 1,067.33 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกกระทบกับปริมาณการซื้อขายโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์(วอลุ่ม) รวมไปถึงงานด้านวาณิชธนกิจที่ต้องชะลอออกไปทั้งหมด แม้ว่าหลังจากการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นส่งผลให้วอลุ่มเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปในต้นปีได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิในปีนี้จะสูงกว่า 30% นับว่าเป็นระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม เนื่องจากบริษัทหันไปรุกธุรกิจด้านวาณิชธนกิจมากขึ้น ประกอบกับ มีการบริหารจัดการให้ทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ขณะที่บริษัทยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจหลักทรัพย์(มาร์เก็ตแชร์)ไว้ที่ราว 4%

นายก้องเกียรติ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน บริษัทมีงานวาณิชธนกิจอยู่ในมือ 27 ดีล แบ่งเป็นการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(IPO)จำนวน 12 ดีล คาดว่าจะเริ่มทยอยยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ตั้งแต่ปลายปีนี้ เพื่อเข้าจดทะเบียนในปีหน้าทั้งตลาด SET และ mai นอกจากนี้ยังมีงานที่ปรึกษาทางการเงิน(FA)อีก 15 บริษัททั้งการควบรวมและซื้อกิจการ รวมถึงการฟื้นฟูกิจการ

ส่วนการปรับโครงสร้างของ ASP ให้เป็นบริษัทโฮลดิ้งจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.58 ซึ่งจะช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุน และลดความเสี่ยงจากการแยกธุรกิจออกจากกัน จากเดิมที่กลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอยู่ภายใต้บริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 58 นั้น นายก้องเกียรติ มองว่า ยังต้องติดตามการลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐฯว่าจะออกมาได้เร็วเพียงใด เพราะจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมไปถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศให้กลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และการลงทุนจากภาคเอกชนจะตามมา โดยการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะในหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับที่อาจจะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้น ในขณะที่หุ้นพื้นฐานนั้นราคาก็ยังไม่มีการขยับไปมากนัก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ