โบรกฯเชียร์"ซื้อ"PTTGC มองกำไรปี 61 โตดีจากการใช้กำลังผลิตเพิ่ม-รับรู้กำไร Asset Injection หนุน

ข่าวหุ้น-การเงิน 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 14:41 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์ แนะ"ซื้อ"หุ้น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/60 ออกมาดี พร้อมมองแนวโน้มปี 61 กำไรจะยังเติบโตได้ดีจากการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้นจากปีก่อน หลังคาดว่าจะไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งมีการเติบโตจากธุรกิจโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ตลอดจนรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก โครงการ Asset Injection ซึ่งเป็นการซื้อหุ้น 6 บริษัทในธุรกิจปิโตรเคมีสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ ของกลุ่ม บมจ.ปตท.(PTT) เข้ามาเต็มปีในปีนี้ ขณะเดียวกันยังมีแผนเข้าลงทุนในต่างประเทศที่คาดว่าจะผลักดันผลประกอบการให้เติบโตได้ในอนาคต

ราคาหุ้น PTTGC วันนี้อยู่ที่ 93.25 บาท ลดลง 0.25 บาท (-0.27%) ขณะที่ SET บวก +0.30%

          โบรกเกอร์                   คำแนะนำ                ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          ทิสโก้                         ซื้อ                       114
          เอเอสแอล                     ซื้อ                       111
          ฟิลลิป (ประเทศไทย)           ทยอยซื้อ                     104
          เคทีบี (ประเทศไทย)             ซื้อ                       107
          เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ               ซื้อ                       105
          หยวนต้า (ประเทศไทย)           ซื้อ                       103
          ทรีนีตี้                         ซื้อ                       110
          แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์               ซื้อ                       102
          แอพเพิล เวลธ์                  ซื้อ                       105
          บัวหลวง                       ซื้อ                       120
          ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)    ซื้อ                       120

นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปีนี้ PTTGC จะสามารถใช้กำลังการผลิตดีขึ้นจากปีที่แล้วที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานทำให้กำลังการผลิตต่ำลง แต่คาดว่าปีนี้จะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงมากนัก ส่วนธุรกิจโอเลฟินส์และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ มองว่ายังสามารถเติบโตได้ดี จากส่วนต่าง (เสปรด)ที่สูง สามารถผลักดันให้กำไรของ PTTGC สูงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตปิโตรเคมีทำให้สเปรดแคบลง แต่เนื่องจาก PTTGC ใช้ก๊าซฯเป็นสารตั้งต้นในการผลิตปิโตรเคมีเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ราคาของก๊าซฯไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันโดยทันที ทำให้ PTTGC มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ส่งผลให้มาร์จิ้นดีกว่าคู่แข่ง และหนุนให้ปีนี้ PTTGC มีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนแผนการจะเข้าลงทุนในต่างประเทศนั้น เชื่อว่าจะทำให้มี upside ในอนาคต

ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า PTTGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/60 ที่ระดับกำไรสุทธิ 9.6 พันล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน และ 2% จากงวดปีที่แล้ว โดยผลประกอบการอาจดีกว่านี้ หากไม่มีการตัดจำหน่าย 2.3 พันล้านบาท ซึ่ง 2 พันล้านบาท มาจากการลงทุนใน Myriant ที่สหรัฐฯ และ 292 ล้านบาท จากการลงทุนอื่นๆ หากไม่รวมการตัดจำหน่าย 2.3 พันล้านบาท ขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง 1.5 พันล้านบาท กำไรจากสต็อก 2.5 พันล้านบาท และกำไรจากค่าเงิน 292 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานของ PTTGC จะอยู่ที่ 1.06 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาส 3/60

บล.เอเอสแอล ระบุในบททวิเคราะห์ว่า กำไรสุทธิปี 60 ของ PTTGC นับว่าเป็น Record High อยู่ที่ 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน แม้ในไตรมาส 4/60 บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากบริษัท Myriant (รวม Impairment) แต่ยังมีปัจจัยบวกหนุนผลประกอบการปี 60 จากมาร์จิ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ดีขึ้น และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโครงการ Asset Injection ซึ่งเป็นการซื้อหุ้น 6 บริษัทในธุรกิจปิโตรเคมีสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ ของกลุ่มบมจ.ปตท. (PTT) ที่จะรับรู้ได้เต็มปี หลังจากได้เข้าซื้อมาเมื่อกลางปีที่แล้ว และการรับรู้กำไรจากโครงการ MAX ซึ่งเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร

ทั้งนี้ มีมุมมองเชิงบวกต่อราคาราคาน้ำมันดิบที่จะสามารถทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ประกอบกับราคาหุ้นที่ยังคง Laggard จากกลุ่ม และมี Upside กว่า 23% ขณะที่ประเมินเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 61 ไว้ในอัตรา 4.5 บาทต่อหุ้น ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.8%

ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรของ PTTGC ในไตรมาส 4/60 ลดลง 4% จากไตรมาส 3/60 และลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 59 จากผลขาดทุนการตั้งด้อยค่าที่สูงกว่าคาด อย่างไรก็ตามธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องปรับตัวสูงขึ้น จากระดับราคา HDPE ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ 1,225 เหรียญสหรัฐ/ตัน และอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาที่ 103% (จาก 96%) หลังโรงงาน OLE2/2 กลับมาดำเนินการผลิต และธุรกิจอะโรเมติกส์เพิ่มขึ้นจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มมาที่ 93% (จาก 82%) ชดเชยกับสเปรดพาราไซลีนที่อ่อนตัวลง 13 เหรียญสหรัฐ/ตัน มาที่ 358 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนธุรกิจโรงกลั่นลดลงจากค่าการกลั่น ปรับตัวลดลงมาที่ 6.76 เหรียญสหรัฐ/ตัน (จาก 8.08 เหรียญสหรัฐ/ตัน)

สำหรับประมาณการปี 61 ยังไม่เปลี่ยนแปลง จากการเดินเครื่องของโรงงานที่มากขึ้น โดยคาดโรงกลั่นจะเดินเครื่องที่ 102% โรงโอเลฟินส์ที่ 99% และโรงอะโรเมติกส์ที่ 92% อีกทั้งรับส่วนแบ่งกำไรจาก Asset Injection เต็มปี และสเปรดปิโตรเคมีโดยเฉพาะ HDPE ที่ราคายังทรงตัวในระดับสูง จากอุปสงค์ที่เติบโตแข็งแกร่ง และคาดว่าจะไม่มีการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์อีก จากการทยอยบันทึกไปหมดแล้ว

บทวิเคราะห์ บล.แอพเพิล เวลธ์ ระบุว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของ PTTGC ในงวดไตรมาส 1/61 คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบต่อไตรมาส โดยมีปัจจัยบวกจากการใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ของโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมี อีกทั้งมาร์จิ้นของกลุ่มโอเลฟินส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยแรงหนุนจากราคาเม็ดพลาสติก PE และ MEG ที่ปรับตัวสูงขึ้นราว 11-12% เมื่อเทียบต่อไปตรมาส จากความต้องการใช้ในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน และประเด็นการยกเลิกการใช้ PE เกรด Recycle ของประเทศจีน

ส่วนกลุ่มอะโรเมติกส์ภาพรวมอยู่ในทิศทางที่ดีจากสเปรดผลิตภัณฑ์พาราไซลีน และเบนซีน ที่ยืนเหนือระดับ 300 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากอุปสงส์ที่แข็งแกร่งของผู้ผลิต PTA / SM / Phenol ซึ่งปัจจัยบวกดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่จะชดเชยการหดตัวของค่าการกลั่น ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุน Crude Premium ที่สูงขึ้นได้ นอกจากนี้คาดว่าจะสามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนเข้ามาสูงกว่างวดไตรมาส 4/60 เนื่องจากการใช้กำลังการผลิตในระดับสูงของโรงงาน HMC และส่วนต่างราคา ACN / MMA ที่ดีจาก PTTAC รวมถึงกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม mLLDPE 4 แสนตัน/ปี ที่จะรับรู้ในไตรมาส 1/61

ทั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของ PTTGC ในปี 2561 จากเดิม 6.9% เป็น 4.05 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนแนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินส์ที่ดีกว่าคาด โดยประเมินมูลค่าอิง PBV 1.6x ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ได้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 61 ที่ 105 บาท


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ