บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น [CRC] ฟอร์มเจ๋งเกินคาด โบรกประสานเสียงเชียร์ "ซื้อ" หลังโชว์กำไรไตรมาส 1/69 แกร่งเกินคาด บริหารมาร์จิ้น-หั่น SG&A และดอกเบี้ยจ่ายลงได้ดี แนวโน้มไตรมาส 2/69 ทิศทางสดใสต่อเนื่อง SSSG พลิกบวก 1-3% อานิสงส์กลุ่มอาหารและแอร์-เครื่องใช้ไฟฟ้าขายดีตามสภาพอากาศ
ราคาหุ้น CRC เมื่อเวลา 14.17 น.อยู่ที่ 19.60 บาท ลดลง 0.50 บาท (-2.49%)
โบรกเกอร์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
ทิสโก้ ซื้อ 27.00
ยูโอบีเคย์เฮียนฯ ซื้อ 25.50
คิงส์ฟอร์ด ซื้อ 24.20
พาย ซื้อ 24.00
บัวหลวง ซื้อ 23.20
โกลเบล็ก ซื้อ 22.00
เอเซียพลัส ซื้อ 21.80
ดาโอ ซื้อ 21.50
ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ซื้อ 20.90
นักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า CRC รายงานกำไรหลักในไตรมาส 1/69 เติบโต YoY ปัจจัยหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ดีกว่าคาด จากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน ปรับปรุง Product Mix รวมทั้งปรับกลยุทธ์การทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างเหมาะสม ขณะที่ทิศทาง GPM ในไตรมาส 2/69 คาดจะยังเติบโตต่อเรื่องทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) หลังจากเดือน เม.ย.-พ.ค. 69 SSS ยังโตได้ราว 1-3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/69 ที่ติดลบ 2%
อีกทั้งบริษัทได้ปิดดีลขายหุ้นค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าเวียดนาม "เหงียมคิม" ไป ซึ่งธุรกิจดังกล่าวมีผลขาดทุนกว่า 200 ล้านบาทในปี 68 ทำให้ในไตรมาส 2/69 ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากธุรกิจดังกล่าว อีกทั้งการที่บริษัทขาย Rinascente ห้างหรูในอิตาลี ซึ่งเงินที่ได้จากการขายนำมาจ่ายปันผลและคืนหนี้ ประกอบกับ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงส่งผลให้ในไตรมาส 1/69 ดอกเบี้ยจ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญซึ่งประเด็นดังกล่าวส่งผลดีต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4/69
แม้ปีนี้จะยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/68 ที่มีมาตรการ Easy E-reciept แต่บริษัทยังสร้างการเติบโตได้ ถ้าในปีนี้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นภาคการบริโภคอีก มีโอกาส Upside เพิ่ม
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/69 จะรับรู้ผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและค่าขนส่ง ซึ่งหากบริษัทยังรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ก็มีโอกาสจะปรับประมาณการกำไรปี 69 ขึ้น โดยทุก ๆ 10bps ที่ Ebitda Margin สูงกว่าประมาณการของเราที่ 5.6% จะเพิ่มอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 69 ราว 3%
สำหรับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนน้ำมันและค่าขนส่ง บริษัทระบุว่าหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับปัจจุบัน และไม่มีปัญหาซัพพลายขาดแคลน ความเสี่ยงดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และยังรักษาความสามารถในการทำกำไรได้
โดยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคเป้าหมาย ณ สิ้นปี 69 ที่ 23.20 บาท แนวโน้มการฟื้นตัวของ CRC เริ่มชัดขึ้น หนุนจากยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจอาหาร และธุรกิจฮาร์ดไลน์ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของมาร์จิ้นที่เร็ว
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า CRC รายงานกำไรปกติไตรมาส 1/69 ที่ 2.9 พันล้านบาท (ลดลง 4% QoQ เพิ่มขึ้น 17% YoY) ดีกว่าเราและตลาดคาด 20% จากควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A และดอกเบี้ยจ่ายทราทำดีมากกว่าคาด
ผลประกอบการไตรมาส 1/69 ลดลง QoQ ตามฤดูกาล แต่เติบโตเด่น YoY (ดีกว่าที่คาดจะทรงตัว) หนุนจากรายได้หลักที่เติบโตแม้ SSSG ลดลง 2% YoY, GPM +51bps YoY, ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง และการไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนของธุรกิจอิตาลี 104 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68
รายได้จากการขายอยู่ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท (+5% QoQ, +2% YoY) ยอดขายธุรกิจ Food เติบโตดี 6% YoY ทั้งจากการขยายสาขา และ SSSG +2% YoY ได้ผลบวกจากกักตุนสินค้า ยอดขายช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 32% YoY ขณะที่ยอดขายธุรกิจ Hardline และ Fashion ลดลง 3% YoY เพราะฐานสูงในปีก่อนที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt) หากพิจารณารายประเทศ SSSG ของธุรกิจในไทย -3% YoY แต่ธุรกิจในเวียดนามผลกระทบจากบาทแข็งค่าทำให้ SSSG -11% YoY (VND SSSG +11% YoY)
รายได้ค่าเช่าอยู่ที่ 2.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY จากการปรับปรุงพื้นที่เช่าหลายสาขา ส่วนรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 321 ล้านบาท (-1% QoQ, -7% YoY)
GPM จากการขายรายงานที่ 24.1% (-130bps QoQ, +50bps YoY) ดีขึ้นจากธุรกิจ Food และ Fashion เพราะ Product Mix รวมถึงการบริหารสินค้าคงคลัง การจัดโปรโมชันส่วนลดทางการค้าที่ทำได้ดีขึ้น สำหรับ GPM จากการให้เช่าและบริหารอยู่ที่ 73.9% ทรงตัว YoY
ค่าใช้จ่าย SG&A รายงานที่ 1.6 หมื่นล้านบาท (-29% QoQ, +2% YoY) เนื่องจากในไตรมาส 4/68 มีรายการพิเศษจากการด้อยค่าเงินลงทุนในเวียดนาม ขณะที่ SG&A/Sales เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 24.4% จาก 24.1%
ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ 783 ล้านบาท ลดลง 23% YoY ตามการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการชำระคืนเงินกู้
แนวโน้มในไตรมาส 2/69 SSSG +1-3% YoY เติบโตจากฐานต่ำในไทย ธุรกิจ Food +1-3% YoY และ Hardline +3-5% YoY จากดีมานด์การกักตุนสินค้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศ ราคาขายสินค้าบางชนิดปรับขึ้น ขณะที่ธุรกิจ Fashion -1-3% YoY (ดีขึ้นจาก -7% YoY ในไตรมาส 1/69) ธุรกิจในเวียดนาม SSSG ในสกุลเงินดองโตดี +5-7% YoY แปลงเป็นสกุลเงินบาททรงตัว YoY
เรามีมุมมองเป็นบวกจาก SSSG ที่เติบโตคาดช่วยหนุน leverage เพิ่มอัตราการทำกำไร รวมถึงการจำหน่ายธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนามที่มีผลขาดทุน (ธุรกรรมเสร็จสิ้น 23 เม.ย.) คาดกำไรปกติ ไตรมาส 2/69 มีโอกาสทรงตัว YoY ได้แม้ไม่มีผลการดำเนินงานของธุรกิจในอิตาลี (รายงานกำไร 406 ล้านบาท ใน ไตรมาส 2/68)
คาดหุ้นตอบสนองเชิงบวกจากงบที่ดีกว่าคาด กำไรปกติ ไตรมาส 1/69 คิดเป็น 36% ของประมาณการปี 69 ของเราที่ 8.0 พันล้านบาท (-1% YoY) สูงกว่าโดยปกติที่จะคิดเป็นเพียง 27-30% สะท้อนโอกาสในการปรับประมาณการขึ้นของเราและตลาด
เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" อิงราคาเหมาะสมที่ 24.00 บาท ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบน PER26 ที่ 14x เทียบเท่า -1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อีกทั้งมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง Net Debt/Equity 0.8x เปิดโอกาสสำหรับดีล M&A ทั้งในไทยและในภูมิภาคเพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว เป็น Upside ต่อประมาณการได้ในระยะถัดไป
ด้าน บล.พาย ระบุว่า การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ช่วง QTD ของ ไตรมาส 2/69 ส่งสัญญาณกลับมาสดใส SSSG ในไทย +1% ถึง +3% แบ่งเป็น SSSG ธุรกิจอาหารในไทย +5% ถึง +7%, SSSG ธุรกิจฮาร์ดไลน์ในไทย +1% ถึง +3% โดยไทวัสดุก็บวกใกล้เคียงกัน, SSSG ธุรกิจแฟชั่นในไทย -1% ถึง -3% ขณะที่ SSSG ธุรกิจในเวียดนามทรงตัว YoY ในสกุลเงินบาท และ +6% ในสกุลเงินดอง แบ่งเป็น SSSG ธุรกิจอาหารในเวียดนาม -3% ในสกุลเงินบาท และ +3% ในสกุลเงินดอง, SSSG ธุรกิจฮาร์ดไลน์ในเวียดนามจำนวน 22 วัน (1-22 เม.ย. 2026) +17% ถึง +19% ในสกุลเงินบาท และบวกมากกว่า 20% ในสกุลเงินดอง
ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ธุรกิจค้าปลีกอาหาร มี EBITDA ที่ 2.6 พันล้านบาท (+14% YoY) หนุนจากยอดขายที่เติบโต 6% จากการขยายสาขา Tops และ Mini go! บวกกับ SSSG ของกลุ่มค้าปลีกอาหาร +2% ประกอบด้วย SSSG ของกลุ่มค้าปลีกอาหารในประเทศไทยที่ +6% ส่วนหนึ่งมาจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย และมี SSSG ของกลุ่มค้าปลีกอาหารในเวียดนามที่ -2% พร้อมกับมี EBITDA margin ที่ขยายตัว 50 bps YoY ที่ 8.2% ตามอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวดีจากสัดส่วนการขายสินค้าที่มีกำไรสูงเพิ่มขึ้น
ธุรกิจฮาร์ดไลน์ (31% ของยอดขายรวม): มี EBITDA ใน ไตรมาส 1/69 ที่ 2.5 พันล้านบาท (-3% YoY) ผลจากยอดขายที่ลดลง 2% จาก SSSG ของธุรกิจฮาร์ดไลน์ ไตรมาส 1/69 ที่ -4% (ไทวัสดุ -3%) รับผลกระทบจากฐานสูงของมาตรการลดหย่อนภาษีของภาครัฐ (Easy E-receipt) บวกกับ EBITDA margin ลดลง 10 bps YoY เป็น 12.7%
ธุรกิจแฟชั่น (21% ของยอดขายรวม): มี EBITDA ในไตรมาส 1/69 ที่ 3.3 พันล้านบาท (-4% YoY) ผลจากยอดขายที่ลดลง 3% จาก SSSG ของธุรกิจแฟชั่นไตรมาส 1/69 ที่ -7% รับผลกระทบจากฐานสูงของมาตรการลดหย่อนภาษีของภาครัฐ (Easy E-receipt) และการปรับปรุงห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพระรามเก้า และมี EBITDA margin ลดลง 40 bps YoY เป็น 22.1%
คำแนะนำ "ซื้อ" จากทิศทาง SSSG ดีขึ้น มูลค่าพื้นฐาน 24.00 บาท คำนวณด้วยวิธี PE Multiple ที่ 18x PE26E ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ไทย