ข่าวอินโฟเควสท์
01:39 FAA เชิญเจ้าหน้าที่การบินพลเรือนทั่วโลกประชุม 23 พ.ค.หารือโบอิ้ง 737 MAX   สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) แถลงในวันนี้ว่า FAA จะเชิญเจ…
00:30 เจ้าหน้าที่ศรีลังกาหั่นตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีเหลือ 253 ราย ไม่ใช่ 359 ราย   กระทรวงสาธารณสุขของศรีลังกา แถลงในวันนี้ว่า เหตุการณ์ร…
00:05 บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจส…
23:55 ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้นจากคำสั่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย กังวลเศรษฐกิจโลก   ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้นในวันนี้ จากคำสั่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่า…
23:36 รัฐบาลอังกฤษเตือนประชาชนเลี่ยงเดินทางไปศรีลังกา หวั่นเกิดการโจมตีครั้งใหม่   รัฐบาลอังกฤษออกประกาศเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังศรีลั…

(เพิ่มเติม) PF ตั้งเป้าปี 62 ยอดขาย 2.16 หมื่นล้านบาท-รายได้ 2.75 หมื่นลบ. ,เปิด 20 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3.84 หมื่นลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2562 15:45:27 น.

นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมของกลุ่ม ซึ่งรวมกับยอดขายของบมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) ในปี 62 ที่ 2.16 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายของ PF ที่ 2.05 หมื่นล้านบาท ซึ่งมาจากโครงการแนวราบ 1.2 หมื่นล้านบาท คอนโดมิเนียม 7 พันล้านบาท และคอนโดมิเนียมในญี่ปุ่น 1.5 พันล้านบาท ส่วนยอดขายของ GRAND ตั้งไว้ 1.1 พันล้านบาท

สำหรับในปี 62 บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งหมดรวม 20 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3.84 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการใหม่ของ PF จำนวน 17 โครงการ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 2 พันล้านบาท ส่วนโครงการใหม่ของ GRAND มีแผนการเปิด 3 โครงการ มูลค่า 1.83 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท และโครงการวิลล่าในจังหวัดระยอง 2.3 พันล้านบาท

ทั้งนี้ ตั้งเป้ารายได้ของกลุ่มในปี 62 ไว้ที่ 2.75 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จาก PF ที่ 2 หมื่นล้านบาท รายได้จาก GRAND ที่ 1.1 พันล้านบาท รายได้จากธุรกิจโรงแรม 4.5 พันล้านบาท รายได้จากการขายที่ดิน 1.74 พันล้านบาท และรายได้จากธุรกิจให้เช่า 215 ล้านบาท โดยที่ในส่วนของมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายในปัจจุบันที่อยู่ที่ 6.81 พันล้านบาท ซึ่งจะมีการทยอยรับรู้ในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 32.29% ของรายได้

ส่วนธุรกิจโรงแรมในปี 62 จะมีรายได้เพิ่มเข้ามาจากการรับรู้รายได้ของ 2 โรงแรมใหม่ที่เข้ามาเต็มปี ได้แก่ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ที่ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้น จากการเปิดตัวห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมี.ค.นี้ ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่บนทำเลศักยภาพ รองรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ MICE ที่จะมีการใช้บริการสถานที่จัดงานประชุม และบริการอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงมีการให้บริการห้องอาหารรูฟท็อปของโรงแรมด้วย

นายชายนิด กล่าวว่า บริษัทวางงบซื้อดินในปีนี้ลดลงมาเหลือ 2 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ใช้งบซื้อที่ดินไป 4-5 พันล้านบาท โดยที่ปีก่อนมีการซื้อที่ดินไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันมีที่ดินไนมือที่เพียงพอรองรับต่อการเปิดโครงการใหม่แล้ว และยังมีที่ดินแปลงขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการพัฒนาได้อีกหลายปี เช่น ที่ดินย่านกรุงเทพกรีฑา แจ้งวัฒนะ และสุขุมวิท 77 โดยที่แหล่งเงินทุนของบริษัทมาจากกระแสเงินสด เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ โดยที่การออกหุ้นกู้ในปี 62 บริษัทจะออกหุ้นกู้ 2 ครั้ง ในช่วงไตรมาส 2/62 และไตรมาส 3/62 วงเงินรวม 4.6 พันล้านบาท เพื่อมาทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่จะครบกำหนดอายุในช่วงเดือนพ.ค. 62 จำนวน 3 พันล้านบาท และช่วงเดือนก.ย. 62 จำนวน 1.6 พันล้านบาท

ด้านภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 62 คาดว่าจะหดตัว 10% จากการที่มีปัจจัยกดดันของมาตรการควบคุมเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อบ้าน (LTV) ที่เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย. 62 และการที่ภาวะของตลาดในปัจจุบันมีซัพพลายที่ออกมามากในบางทำเล ในขณะที่ความต้องการซื้อของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งส่วนใหญ่ซัพพลายที่เพิ่มขึ้นมาจากกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียมที่มีการเปิดตัวกันอย่างมาก ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของตลาดทั้งหมด โดยภาพรวมมองว่าในปีนี้ตลาดคอนโดมิเนียมจะลดลงราว 10% ส่วนตลาดแนวราบคาดว่าจะเติบโตได้ 10% เพราะยังเป็นสินค้าที่มีความต้องการซื้ออยู่มาก โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ และเป็นสินค้าที่เน้นกลุ่มลูกค้าซื้ออยู่อาศัยจริง ทำให้ไม่มีแรงกดดันจากปัจจัยอื่นๆมากเท่ากับคอนโดมิเนียม

ส่วนภาวะของลูกค้าชาวจีนที่ชะลอตัวลงไปนั้น ยังคงต้องรอติดตามสถานการณ์อีกสักระยะหนึ่ง หลังจากการเจรจาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนมีความคืบหน้าและผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง ซึ่งหากปัจจัยดังกล่าวมีผลออกมาในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้น จะทำให้กลุ่มลูกค้าชาวจีนกลับมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่ผู้ประกอบการควรจะมีฐานลูกค้าประเทศอื่นๆที่กระจายแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงที่อิงกับกลุ่มลูกค้าประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป

อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยถือว่ายังคงน่าสนใจมาก จากราคาขายที่อยู่อาศัยที่ถูกกว่าประเทศอื่นๆ เมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยในบริเวณแนวรถไฟฟ้าเช่นเดียวกันในประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน ทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติยังคงมีความสนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยอยู่มาก ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมอยู่รวย คอนโด มูลค่า 2 พันล้านบาท ที่เข้าร่วมโครงการบ้านล้านหลังกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปัจจุบันมีลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการบ้านล้านหลังที่มายื่นกู้ซื้อโครงการอยู่รวย คอนโด แล้วราว 40%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง