(เพิ่มเติม) ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้านี้ปรับฐานตามตลาดภูมิภาคหลังตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐฯออกมาไม่ดี-ราคาน้ำมันปรับตัวลง

ข่าวหุ้น-การเงิน 4 กันยายน พ.ศ. 2562 09:15 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาสที่จะปรับฐาน เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ต่างติดลบกัน หลังจากที่ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯออกมาไม่ดี

อนึ่ง ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯลดลงสู่ระดับ 49.1 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2559 จากระดับ 51.2 ในเดือนก.ค.

นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า ราคาน้ำมันก็ยังปรับตัวลงด้วย ทำให้มองว่าวันนี้หุ้นในกลุ่มพลังงานอาจจะยังนำตลาดฯลง อีกทั้ง ตลาดฯก็ได้ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างตึงแล้วในมุมมองของเรา

พร้อมให้แนวรับ 1,630 จุด ส่วนแนวต้าน 1,650 จุด

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (3 ก.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,118.02 จุด ร่วงลง 285.26 จุด (-1.08%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,906.27 จุด ลดลง 20.19 จุด (-0.69%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,874.16 จุด ลดลง 88.72 จุด (-1.11%)
  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลดลง 46.49 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 2.40 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 147.31 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 8.11 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ลดลง 3.26 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ลดลง 5.60 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 2.45 จุด
  • ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (3 ก.ย.62) 1,642.25 จุด ลดลง 11.86 จุด (-0.72%)
  • นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,442.24 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2562
  • ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ต.ค.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (3 ก.ย.62) ปิดที่ 53.94 ดอลลาร์/บาร์เรล ร่วงลง 1.16 ดอลลาร์ หรือ 2.1%
  • ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (3 ก.ย.) อยู่ที่ 4.90 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เงินบาทเปิด 30.60/61 แข็งค่าจากวานนี้หลังดอลล์อ่อน จากตัวเลข PMI สหรัฐฯ หดตัว
  • "ประยุทธ์" สั่งกลาง ครม. แจงเศรษฐกิจไทยไม่ถดถอย หวั่นนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นฉุดเศรษฐกิจ จี้ดูแลฐานราก "สมคิด"ย้ำเศรษฐกิจไทยไม่ถดถอย เล็งถก ครม.เศรษฐกิจ 6 ก.ย.นี้คลอดแผนกระตุ้นลงทุน-ส่งออก
  • นายกฯ ยันรถไฟไทย-จีน ไม่สะดุด เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด ส่วน "เทอร์มินอล 2" สุวรรณภูมิ ยันต้องสร้าง เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยันฟังเสียงทุกฝ่าย เปิดเวทีแสดงความเห็นสัปดาห์นี้
  • แอร์พอร์ตลิงก์รับลูกนำร่องรถไฟฟ้า 25 บาทตลอดสาย ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้ใช้เพิ่มขึ้น 10% เตรียมปรับเบาะแก้แออัดรับผู้โดยสารโต 14%
  • ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) คาดการณ์การส่งออกของไทยในปี 2562 ไว้ที่หดตัว -1% บนสมมติฐานค่าเงินบาท 33.0 (บวก/ลบ 0.5) บาท/เหรียญสหรัฐฯโดยมีปัจจัยบวกสำคัญจาก 1.ราคาทองคำที่แนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในปัจจุบัน 2.ผลกระทบจากสงครามการค้า สินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของจีน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ผู้นำเข้าสหรัฐฯเร่งนำเข้ามากขึ้นก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีรอบใหม่ส่งผลให้จีนมีการนำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ในห่วงโซ่การผลิตจากไทยเพิ่มมากขึ้น ทำให้กลุ่มสินค้าดังกล่าวติดลบน้อยลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์หลังการขึ้นภาษีสินค้าของสหรัฐฯ อีกครั้ง
  • เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ปรับประมาณการทั้งปีของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (จีดีพีภาคเกษตร) เหลือ 2-2.3% จากเดิม 3.0-3.5% และเติบโตน้อยกว่าปีก่อนที่ 4.6% สาเหตุจากสถานการณ์ภัยแล้ง และน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคอีสาน ส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย
*หุ้นเด่นวันนี้
  • INTUCH (ฟินันเซีย ไซรัส) "ซื้อ"เป้า 67 บาท กลับมาแนะนำอีกครั้งในฐานะที่เป็นแหล่งพักเงินยามตลาดผันผวนสูง เพราะธุรกิจสื่อสารปลอดจากผลกระทบของสงครามการค้า ขณะที่กำไร H2/62 จะดีกว่า H1/62 จากการแข่งขันที่ลดลงของธุรกิจมือถือ แม้ราคาหุ้นจะขยับขึ้นมาแต่ยัง laggard เมื่อเทียบกับ ADVANC ราคาหุ้นปัจจุบัน discount จาก NAV ของ ADVANC ถึง 25% ซึ่งทำให้ Valuations รวมถึง Dividend yield น่าสนใจกว่า ADVANC รวมถึง DTAC
  • CKP (กรุงศรี) "ซื้อ"เป้าสูงสุด Bloomberg Consensus 6.7 บาท เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากฝนตกหนักเพราะมีรายได้หลักมาจากการผลิตไฟฟ้าเขื่อนพลังน้ำ ด้านผลประกอบการคาดกำไรสุทธิจะทยอยเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ Q3/62 ซึ่งเป็นไฮซีซั่น และ Q4/62 จะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าไซยะบุรีในประเทศลาวเข้ามาเป็นไตรมาสแรก ซึ่งบริษัทจะเริ่ม COD อย่างเป็นทางการในเดือน ต.ค.62 เป็นต้นไป
  • AOT (เคทีบี) "ซื้อ"เป้าเชิงกลยุทธ์ 74 บาท โครงการก่อสร้างเทอร์มินอล 2 มูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอปลัดกระทรวงคมนาคม นำเสนอมาให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมพิจารณา เบื้องต้น AOT ยืนยันว่าเทอร์มินอล 2 จะทำให้มีผู้โดยสารต่างชาติเพิ่มเป็น 150 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มเป็น 30 ล้านคน ภายใน 3 ปี และจะนำเสนอเข้าครม. ต่อไป ด้านจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศเดือน ส.ค.กลับมาเติบโตเด่น ส่วนราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลง -4% ในช่วงจาก Peak เดือนที่ผ่านมา จากภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวน จึงมองเป็นโอกาสซื้อสะสมหุ้น AOT โดยยังชอบการเติบโตที่โดดเด่นในระยะยาว โดยเฉพาะในปี 2564 (ต.ค.63-ก.ย.64) ที่กำไรสุทธิจะเติบโตสูง 39% YoY จากการรับรู้รายได้สัญญาใหม่จากคิงเพาเวอร์

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ