(เพิ่มเติม) PTT คาดบาทแข็งค่าทุก 1 บ.กระทบผลประกอบการ 2 พันลบ.พร้อมเริ่มมองแหล่งเงินกู้รองรับแผนลงทุนปี 63

ข่าวหุ้น-การเงิน 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 14:27 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางสาวพรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท.ที่มีรายได้ส่วนใหญ่อิงสกุลดอลลาร์สหรัฐ แม้จะมีเงินกู้บางส่วนที่อิงสกุลดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกัน ก็ทำให้เป็นการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยธรรมชาติ (natural hedge) แต่ก็สามารถชดเชยได้บางส่วน โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาท/ดอลลาร์ กระทบต่อผลการดำเนินงานราว 2 พันล้านบาท อนึ่ง ค่าเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากระดับปลายปี 61 อยู่ที่ราว 32.28 บาท/ดอลลาร์ มาอยู่ที่ราว 30.40 บาท/ดอลลาร์ ในปัจจุบัน หรือแข็งค่าราว 5.7% ณ สิ้นเดือน มิ.ย.62 ตามงบการเงินรวมของ ปตท.มีภาระหนี้ 4.97 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ภาระหนี้สกุลเงินบาท 3.09 แสนล้านบาท หรือราว 62% และสกุลดอลลาร์สหรัฐและอื่น ๆ 1.88 แสนล้านบาท หรือราว 38%

"ปตท.ชอบบาทอ่อน เราบริหารจัดการ โดย natural hedge เราบริหารยอดหนี้ให้ใกล้เคียงกับดอลลาร์ลิงค์ เมื่อบาทอ่อน ฝั่ง debt ไม่ดี แต่รายได้ดี เมื่อบาทแข็ง ฝั่ง debt ดี แต่รายได้ไม่ดี...บาทแข็งทุก 1 บาทกระทบงบ consolidate ประมาณ 2 พันล้านบาท แม้เราจะมีการบริหารจัดการเป็น natural hedge แต่ก็ไม่ได้ 100%" นางสาวพรรณนลิน กล่าว

นางสาวพรรณนลิน กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็ช่วยเอื้อให้เกิดการเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการลงทุนของ ปตท.มีบางส่วนที่ต้องนำเข้าสินค้าและอุปกรณ์จากต่างประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ต้องพิจารณาให้มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตามการใช้เงินของ ปตท.ในปี 62 มีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในส่วนของการเพิ่มทุนใน บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ราว 1.7 หมื่นล้านบาท และจ่ายภาษีสำหรับการขายสินทรัพย์ให้บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ราว 1.6 หมื่นล้านบาท รวมถึงการจ่ายคืนเงินกู้ราว 2.6 หมื่นล้านบาท ตลอดจนมีการลงทุนอื่น ๆ อีกตามปกติ ทำให้เงินสดเฉพาะของปตท.ปรับตัวลงสู่ระดับปกติอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท

ในปี 63 ปตท.มีแผนจะใช้เงินเพื่อรองรับการลงทุนตามแผนงาน และงบลงทุนในอนาคต (Provision) ทำให้ปตท.เริ่มพิจารณาการจัดหาเงินกู้ใหม่ หลังจากที่ไม่ได้กู้เงินเพื่อลงทุนมาหลายปีแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งในส่วนแผนการใช้เงินในโครงการต่าง ๆ หลังมีโครงการต่อเนื่องเรื่องการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ สร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แห่งที่ 2 โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 เป็นต้น ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ยังจัดอยู่ในงบลงทุนในอนาคต ขณะที่การใช้คืนเงินกู้ในปี 63 ยังไม่มากนัก รวมถึงพิจารณาเรื่องการนำหุ้น OR เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯมาประกอบด้วย เพราะอาจมีผลต่อการจัดหาเงินทุนของปตท. ส่วนวิธีการจัดหาแหล่งเงินทุนในรูปแบบใดต้องพิจารณาเปรียบเทียบให้มีความเหมาะสมด้วย

ด้านนางอรวดี โพธิสาโร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร ของ PTT กล่าวว่า ปตท.หารือแนวทางบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า โดยจะเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้าง ๆ ที่ต้องนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องจักรจากต่างประเทศ เช่น โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ,คลัง LNG แห่งที่ 2 ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นก็จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยจะต้องหารือกับผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการท่อส่งก๊าซฯ ซึ่งตามแผนจะแล้วเสร็จในปี 66 หากสามารถสร้างเสร็จก่อนกำหนด แต่ผู้ใช้ก๊าซฯ อย่างโรงไฟฟ้ายังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จจะทำอย่างไรเพราะจะกลายเป็นภาระต้นทุนดอกเบี้ย ดังนั้น ก็จะเจรจากับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อบูรณาการร่วมกันต่อไป


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ