นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะอ่อนตัวลงและเคลื่อนตัวอย่างผันผวนในสัปดาห์นี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา รวมถึงยอดขายบ้านใหม่ ยอดขายบ้านเก่า และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ที่ร่วงลงเกินคาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในสหรัฐ ยังคงอ่อนแอและอาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นไปอย่างล่าช้า
เจมมี ค็อกซ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Harris Financial Group ในมลรัฐเวอร์จิเนีย กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบถึง 4 วัน เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของสหรัฐ รวมถึงเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรงแล้วก็ตาม
ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว หุ้นกลุ่มการเงินถูกแรงขายกระหน่ำลงหนักสุดหลังจากคณะกรรมการเฟดประกาศว่าจะชะลอการเข้าซื้อตราสารหนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการขยายเวลาการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล วงเงิน 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และขยายเวลาการเข้าซื้อตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ ไปจนถึงแค่ไตรมาสแรกของปีพ.ศ.2553 เท่านั้น
โลรองต์ เดอบอยส์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Montreal of Fjord Capital กล่าวว่า การขยายระยะเวลาในการเข้าซื้อตราสารหนี้ไปจนถึงแค่ไตรมาสแรกของปีหน้าได้จุดกระแสความวิตกกังวลว่า ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของเฟดอาจปูทางไปสู่การใช้แผนยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งท่าทีของเฟดในครั้งนี้ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงทันที และยังส่งผลกระทบไปถึงตลาดหุ้นอื่นๆในยุโรปด้วย
สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค.ร่วงลง 2.7% แตะระดับ 5.10 ล้านหลัง จากระดับ 5.24 ล้านหลังในเดือนก.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ว่าจะอยู่ที่ 5.35 ล้านหลัง ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.7% แตะ 429,000 หลัง จากระดับ 426,000 ในเดือนก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่ายอดขายจะสูงขึ้น 1.6%
ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐยังไม่มั่นคงและยังสะท้อนให้เห็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐร่วงลง 2.4% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นสถิติที่ร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา และสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% โดยมีสาเหตุหลักมาจากดีมานด์เครื่องบินพาณิชย์ที่ดิ่งลงอย่างหนัก
บลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนยังคงจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันจันทร์ เฟดสาขาชิคาโกเปิดจะเผยดัชนีอุตสาหกรรมทั่วประเทศเดือนส.ค. วันอังคาร สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์จะเปิดเผยราคาบ้านเดือนก.ค.และสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ดจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐเดือนก.ย.
วันพุธ ADP Employer Services จะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานทั่วประเทศเดือนก.ย. กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 และสมาคมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อแห่งชาติ (NAPM) จะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)
ส่วนวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ย. สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) จะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนก.ย.และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติจะเปิดเผยยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนส.ค.
วันศุกร์ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payroll) เดือนก.ย. และกระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนส.ค.