ตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในวันนี้ (20 พ.ค.) โดยดัชนีนิกเกอิร่วงหลุดจากระดับ 60,000 จุด เนื่องจากถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจนเพิ่มความวิตกเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้งการเทขายพันธบัตรทั่วโลกยังซ้ำเติมให้บรรยากาศการลงทุนย่ำแย่ลงไปอีก
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 59,804.41 จุด ร่วงลง 746.18 จุด หรือ -1.23%
หุ้นที่ปรับตัวลง ได้แก่ กลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก กลุ่มก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันและถ่านหิน
ดัชนีนิกเกอิปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 5 และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ที่ดัชนีนิกเกอิทรุดลงต่ำกว่า 60,000 จุด ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.800% เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (19 พ.ค.) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลที่สามารถเปรียบเทียบได้ในเดือนธ.ค. 2541
ด้านสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ยังคงทรงตัวอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทางทหารเข้าจัดการกับอิหร่านเพิ่มเติม
แรงเทขายขยายวงกว้างขึ้นในช่วงบ่าย ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ยังคงยืดเยื้อเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน เนื่องจากความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงหยุดชะงัก
มากิ ซาวาดะ นักกลยุทธ์จากฝ่ายเนื้อหาการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ กล่าวว่า ตลาดจับตามากขึ้นว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งไปไกลแค่ไหนท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีในตะวันออกกลางโดยสหรัฐฯ ดูมีน้ำหนักมากกว่าสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์บางส่วนถูกเทขายทำกำไร ก่อนที่บริษัท Nvidia จะรายงานผลประกอบการ ซึ่งเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งของเหล่านักลงทุน และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินญี่ปุ่น โดยบริษัทมีกำหนดการเปิดเผยข้อมูลหลังจากตลาดหุ้นโตเกียวปิดทำการในวันนี้