รายงานจากกระทรวงมหาดไทยของไต้หวันซึ่งเสนอต่อสภานิติบัญญัติระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ หน่วยงานตำรวจสืบสวนและปราบปรามคดีลักลอบขนยาเสพติดได้ทั้งหมด 399 คดี พร้อมทั้งยึดยาเสพติดและสารเคมีตั้งต้นผิดกฎหมายได้รวมกันมากกว่า 20 ตัน
เว็บไซต์ไต้หวันนิวส์ (Taiwan News) รายงานว่า จากผลการวิเคราะห์ของกระทรวงมหาดไทยพบว่า วิธีการลักลอบขนยาเสพติดที่พบบ่อยที่สุดคือ การซุกซ่อนมาในกระเป๋าเดินทางและการส่งผ่านพัสดุไปรษณีย์ โดยเจ้าหน้าที่บันทึกสถิติการจับกุมคดีซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทางได้ 144 คดี คิดเป็น 36.1% ของคดีทั้งหมด และคดีที่ส่งผ่านพัสดุภัณฑ์ 143 คดี คิดเป็น 35.8% ส่วนวิธีการอื่น ๆ ประกอบด้วย การส่งพัสดุด่วนทางเครื่องบิน การซุกซ่อนไว้กับตัวผู้โดยสาร การขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์สินค้าทางเรือ และเรือประมง
รายงานระบุว่า ประเทศไทย เป็นแหล่งต้นทางใหญ่ที่สุดของยาเสพติดที่ถูกตรวจยึด โดยพบสูงถึง 137 คดี สหรัฐอเมริกามาเป็นอันดับสองที่ 40 คดี ตามมาด้วยจีน 38 คดี ขณะที่มาเลเซียและแคนาดารองลงมาที่ 34 คดี และ 24 คดี ตามลำดับ
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังเปิดเผยถึงการสืบสวนขบวนการค้ายา เอโทมิเดต (Etomidate) ว่า ยาเสพติดบางส่วนมีต้นทางมาจากเวียดนามและมาเลเซีย โดยใช้วิธีลักลอบขนเข้ามาผ่านการซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง ตัวผู้โดยสาร หรือบริการขนส่งด่วนทางเครื่องบิน ขณะที่บางส่วนถูกแกะรอยย้อนกลับไปพบว่ามีต้นทางมาจากประเทศอินเดีย ทั้งนี้ ไต้หวันเพิ่งจัดให้ เอโทมิเดต กลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
สำหรับรายละเอียดของกลางที่ยึดได้ ประกอบด้วย:
- ยาเสพติดประเภท 1 ประมาณ 711 กิโลกรัม หลัก ๆ เป็นเฮโรอีน
- ยาเสพติดประเภทที่ 2 ประมาณ 7,009 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสารสกัดจากกัญชา, เอโทมิเดต, แอมเฟตามีน และยาอี
- ยาเสพติดประเภทที่ 3 ประมาณ 7,718 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นเคตามีน
- สารประเภทที่ 4 ประมาณ 5,166 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีตั้งต้นที่ใช้ในกระบวนการผลิตยาเสพติด เช่น สาร 1-methylphenyl-1-propanone และสาร 2-bromo-4-methylphenylacetone
หลังจากนี้ ทางการไต้หวันมีแผนที่จะขยายความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศอินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม และสปป.ลาว ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การสืบสวนร่วมกัน การประสานงานด้านปฏิบัติการ และการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน โดยมีเป้าหมายเพื่อระบุตัวผู้จัดหาเคมีภัณฑ์และทลายองค์กรค้ายาเสพติดข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจัดจำหน่ายยาเอโทมิเดตต่อไป
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท