ตลาดหุ้นยุโรปปิดใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ในวันพุธ (20 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มกลาโหมและกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนรอการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทอินวิเดีย (Nvidia) ยักษ์ใหญ่ด้านชิปของสหรัฐฯ รวมทั้งยังคงจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลางอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 620.29 จุด เพิ่มขึ้น 8.95 จุด หรือ +1.46%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,117.42 จุด เพิ่มขึ้น 135.66 จุด หรือ +1.70%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,737.24 จุด เพิ่มขึ้น 336.59 จุด หรือ +1.38% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,432.34 จุด เพิ่มขึ้น 101.79 จุด หรือ +0.99%
นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งจะประกาศหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันพุธ โดยผลประกอบการดังกล่าวอาจสะท้อนแนวโน้มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หุ้น ASML บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรทำชิป พุ่งขึ้น 6.7% หลังคาดว่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวจากอุปทานที่จำกัด เนื่องจากความต้องการจาก AI ดาวเทียม และหุ่นยนต์ เติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิตของอุตสาหกรรม
โดยรวมแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียุโรปพุ่งขึ้น 2.9% และถือเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดของดัชนี STOXX 600 ในไตรมาสนี้ ส่วนหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่าง ASM International และ STMicroelectronics พุ่งขึ้น 3.9% และ 6% ตามลำดับ
นักวิเคราะห์จาก J O Hambro Capital Management กล่าวว่า ASML ยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าการฟื้นตัวของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์โดยรวม จึงมองว่ายังมีโอกาสที่กำไรจะเติบโตได้แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่ามีความระมัดระวังมากขึ้นต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปบางราย เนื่องจากมูลค่าหุ้นของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในยุโรปปรับตัวขึ้นแรงแล้ว
ส่วนหุ้นกลุ่มอุปกรณ์ AI อย่าง Legrand และ Schneider Electric มีความน่าสนใจมากกว่าในการลงทุนตามกระแส AI ทั่วโลก โดยหุ้นทั้งสองบริษัทปรับตัวขึ้นมากกว่า 3%
แม้หุ้นเทคโนโลยีจะปรับตัวขึ้น แต่เนื่องจากยุโรปมีสัดส่วนบริษัท AI ค่อนข้างน้อย ทำให้แรงบวกดังกล่าวยังไม่สามารถผลักดัน STOXX 600 ให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชีย
ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนยังคงติดตามความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็วมาก
หุ้นกลุ่มกลาโหมพุ่งขึ้น 3.2% และเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยหุ้นของบริษัท CSG จากสาธารณรัฐเช็ก พุ่งขึ้น 8.7% หลังเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรก ขณะที่หุ้นของ Babcock จากอังกฤษ ปรับตัวขึ้น 5.3% หลัง Peel Hunt ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นเป็น "ซื้อ" จากเดิม "เพิ่มน้ำหนักการลงทุน"
ด้านหุ้นค้าปลีก Marks & Spencer พุ่งขึ้น 6.6% หลังคาดการณ์ว่า กำไรในปีหน้าจะเติบโต แม้กำไรประจำปีจะลดลงจากผลกระทบของเหตุโจมตีทางไซเบอร์
ส่วนหุ้น Orkla บริษัทลงทุนด้านอุตสาหกรรมของนอร์เวย์ ร่วงลงเกือบ 6% หลังเตือนว่ากำไรลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ สหภาพยุโรป (EU) ยังบรรลุข้อตกลงชั่วคราวในการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อเดือนก.ค. 2568