ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.) หลังจากนักลงทุนซึมซับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่ออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดลบอย่างต่อเนื่อง จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูง
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,920.62 จุด เพิ่มขึ้น 71.72 จุด หรือ +0.14%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,357.49 จุด ลดลง 0.73 จุด หรือ -0.01% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,358.60 จุด ลดลง 118.03 จุด หรือ -0.46%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยฉุดดัชนี Nasdaq เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลว่ากลุ่ม Hyperscaler ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่มีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และให้บริการคลาวด์หรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับโลก จะเผชิญกับภาวะหนี้สินเนื่องจากมีการกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในด้าน AI
ทั้งนี้ หุ้น Nvidia, หุ้น Microsoft และหุ้น Alphabet ปรับตัวลดลงระหว่าง 0.5% - 3.5%
หุ้น Apple ร่วงลง 6.1% หลังจากบริษัทปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ iPad และ MacBook เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ทิม คุก ซีอีโอของ Apple คาดการณ์ว่าต้นทุนชิปหน่วยความจำจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 ของปีงบการเงินที่สิ้นสุดวันที่ 27 มิ.ย. และเสริมว่า ต้นทุนชิปหน่วยความจำจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทมากขึ้น แม้หลังจากสิ้นสุดไตรมาส 3 แล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หุ้น Micron Technology ทะยานขึ้น 15.7% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 4.146 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่าสี่เท่าจากระดับ 9.3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3/2568 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.584 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาส 4/2569 จะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 4.358 หมื่นล้านดอลลาร์
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Micron Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ได้ช่วยหนุนหุ้นบริษัทผลิตชิปรายอื่น ๆ ดีดตัวขึ้นด้วย โดยหุ้น Sandisk พุ่งขึ้น 22% ขณะที่หุ้น Qualcomm, หุ้น Western Digital และหุ้น Seagate Technology ต่างก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 3.2%
นักลงทุนซึมซับข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่าดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่ปรับตัวขึ้น 4.1% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เช่นกัน หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนเม.ย.
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2569 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 2.1% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% และสูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ระดับ 2.0% และ 1.6% ตามลำดับ
ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 12,000 ราย สู่ระดับ 215,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ลดลง 4.5% ในเดือนพ.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 5.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 8.5% ในเดือนเม.ย.