ข่าวอินโฟเควสท์
17:46 พาณิชย์ เตรียมของบครม. 286 ลบ. จ่ายชดเชยเกษตรกร-ทำลายมันสำปะหลังที่ติดโรคใบด่างใน 11 จังหวัด   นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว…
17:41 ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 30.52 ตลาดรอดูตัวเลขส่งออกของไทยพรุ่งนี้-จับตา Brexit-สงครามการค้า-แนวโน้มราคาน้ำมัน   นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา…
17:39 โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ 10 อันดับสูงสุดประจำวันที่ 19 ก.ย. 2562   สูงสุดประจำวันที่ 19 ก.ย. 2562 บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มีมาร์เก็ตแช…
17:38 "ศรีสุวรรณ"จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบจริยธรรมร้ายแรง"ช่อ-พรรณิการ์"   นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ จะน…
17:38 (เพิ่มเติม) KGI แจ้งยกเลิกการออก Put DW อ้างอิง GULF, PTT   บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) แจ้งว่า ได้ทำการยกเลิกการเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ…

ดาวโจนส์เปิดตลาดพุ่งกว่า 100 จุด ต่อเนื่องจากวานนี้ คาดเฟดหั่นดอกเบี้ยเร็วๆนี้

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 5 มิถุนายน 2562 21:05:22 น.

ดัชนีดาวโจนส์เปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 100 จุดในวันนี้ ต่อเนื่องจากที่ทะยานขึ้นเมื่อวานนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า

ณ เวลา 20.38 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 25,470.30 จุด บวก 138.12 จุด หรือ 0.55%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 จุดเมื่อคืนนี้ ขานรับปัจจัยบวกที่ว่า เฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ให้คำมั่นว่า เฟดจะดำเนินการในสิ่งที่จำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และอาจนำนโยบายอัตราดอกเบี้ย 0% และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) กลับมาใช้อีกครั้ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากข่าวที่ว่า สภาคองเกรสเตรียมลงมติคัดค้านแผนการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก รวมทั้งการที่จีนส่งสัญญาณเปิดการเจรจาการค้ารอบใหม่เพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ

การพุ่งขึ้นกว่า 500 จุดของดัชนีดาวโจนส์เมื่อคืนนี้ ถือเป็นการทำสถิติทะยานขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของปีนี้

นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ เพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อ และรับมือกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะขาลง อันเนื่องมาจากการทำสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ด้านนายพาวเวลกล่าวว่า เฟดกำลังจับตามองพัฒนาการทางเศรษฐกิจในขณะนี้ และจะดำเนินการในสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไป

"เราไม่รู้ว่าการทำสงครามการค้าจะได้ข้อยุติเมื่อใด และอย่างไร แต่เรากำลังจับตามองสิ่งบ่งชี้เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และเราจะดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไป โดยมีตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และเงินเฟ้ออยู่ใกล้ระดับเป้าหมาย 2%" นายพาวเวลกล่าว

นอกจากนี้ นายพาวเวลยังเปิดเผยว่า เครื่องมือที่เฟดเคยใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ ซึ่งได้แก่ การกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ 0% และการเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE มีแนวโน้มที่จะนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง

"บางทีถึงเวลาแล้วที่เฟดจะยุติการใช้คำว่า "แบบไม่ปกติ" เมื่อเราระบุถึงเครื่องมือที่มีการใช้ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ เรารู้ว่าเครื่องมือเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีความจำเป็นในอนาคต ซึ่งเราหวังว่าคงจะใช้ไม่บ่อยนัก" นายพาวเวลกล่าว

FedWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 90% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. และมีโอกาสมากกว่า 80% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค.

อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ถูกจำกัดช่วงบวกในวันนี้ หลังจากที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 27,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 9 ปี หลังจากทะยานขึ้น 271,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าการจ้างงานของภาคเอกชนจะพุ่งขึ้น 173,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค.

การจ้างงานของภาคเอกชนในเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้นในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มมีการขยายตัว และตลาดแรงงานแตะระดับต่ำสุดในเดือนมี.ค.2553 ซึ่งขณะนั้น การจ้างงานลดลง 113,000 ตำแหน่ง

นายมาร์ค แซนดี หัวหน้านักวิเคราะห์ของมูดี้ส์ อนาลิติกส์ กล่าวว่า การขาดแคลนแรงงานเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของการจ้างงาน โดยบริษัทขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่การปลดพนักงานของห้างค้าปลีกเป็นปัจจัยลบเช่นกัน

การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น 27,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. ส่วนการจ้างงานในภาคการผลิตไม่มีการเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตานายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดพบปะกับนายอี้ กัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ในการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่ม G20 ซึ่งจะมีขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงสุดสัปดาห์นี้

การพบปะกันระหว่างนายมนูชินและนายอี้ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เจรจาการค้าคนสำคัญของทั้งสองฝ่ายนั้น ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนหยุดชะงักลงในเดือนที่แล้ว

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า นายมนูชินจะจัดการประชุมทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศอื่นๆในกลุ่ม G20 อีก 9 ราย ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น, เยอรมนี และนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ส่วนการประชุมสุดยอด G20 ซึ่งจะเป็นการประชุมของผู้นำประเทศของกลุ่ม G20 จะมีขึ้นที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 28-29 มิ.ย.

ทั้งนี้ กลุ่ม G20 ประกอบด้วย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล สหราชอาณาจักร แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ตุรกี สหรัฐ และสหภาพยุโรป

ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ โดยผลการสำรวจนักวิเคราะห์ระบุว่า ในวันศุกร์นี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 180,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. หลังจากพุ่งขึ้น 263,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 3.6% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 263,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 185,000 ตำแหน่ง และสูงกว่าระดับ 189,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.6% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2512 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า อัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 3.8%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง