ดาวโจนส์ดิ่งเหวกว่า 500 จุด บอนด์ยีลด์,สงครามการค้าทุบตลาด

ข่าวหุ้น-การเงิน 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562 21:03 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 500 จุดในวันนี้ ขณะที่การร่วงลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้ทำให้นักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนพากันเข้าซื้อพันธบัตร และทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ณ เวลา 20.52 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 25,487.76 จุด ลบ 541.76 จุด หรือ 2.08% หุ้นกลุ่มธนาคารดิ่งลงนำตลาดวันนี้ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ย สถิติในอดีตบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักปรับตัวย่ำแย่ในเดือนส.ค. โดยข้อมูลจาก "Stock Trader's Almanac" ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2493 เดือนส.ค.เป็นเดือนที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวย่ำแย่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของปี รองจากเดือนก.ย.

โดยในช่วงเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเฉลี่ย 0.1% ในเดือนส.ค. และร่วงลงเฉลี่ย 0.5% ในเดือนก.ย.

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทั้งประเภทอายุ 10 ปี และ 30 ปีต่างก็ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2559 ในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลที่ว่าการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางหลายแห่ง เช่น อินเดีย นิวซีแลนด์ และไทย พากันปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ณ เวลา 20.34 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.623% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2559 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.15% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2559 เช่นกัน

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีได้ร่วงลงมากกว่า 0.35% ในเดือนนี้ หลังจากดีดตัวเหนือระดับ 2% ในเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถือเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยจำนองของสหรัฐ ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินกู้จำนองเพิ่มมากขึ้น และบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ จึงทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน

นักลงทุนพากันเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดของการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

ทั้งนี้ การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีอีก 10% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย. ขณะที่จีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการปล่อยให้หยวนอ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ แตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี และรัฐบาลจีนยังได้สั่งให้บริษัทของรัฐระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ

ส่วนราคาทองฟิวเจอร์พุ่งขึ้นกว่า 1% ทะลุระดับ 1,500 ดอลลาร์ในวันนี้ ทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี ขณะที่นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

นอกจากนี้ ราคาทองยังได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งได้ช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดของทอง โดยทำให้สัญญาทองมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น

ณ เวลา 17.38 น.ตามเวลาไทย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ดีดตัวขึ้น 17.00 ดอลลาร์ หรือ 1.15% สู่ระดับ 1,501.20 ดอลลาร์/ออนซ์

นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะยังคงยืดเยื้อต่อไป และไม่มีแนวโน้มที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีหน้า

"ข่าวที่ออกมานับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่เรียกเก็บภาษีต่อสินค้าจีนเพิ่มขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ได้บ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนต่างมีจุดยืนที่แข็งกร้าว และเราไม่คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีหน้า" นายแจน แฮตซิอุซ หัวหน้านักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุในรายงาน

"ก่อนหน้านี้เราคาดการณ์ว่า ปธน.ทรัมป์หวังบรรลุข้อตกลงเพื่อทำให้เขามีความได้เปรียบในการเลือกตั้งปีหน้า แต่ตอนนี้เราไม่คาดว่าเขามีมุมมองเช่นนี้" รายงานระบุ

โกลด์แมน แซคส์ยังระบุว่า การที่จีนสั่งระงับการซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐ และตัดสินใจปล่อยให้หยวนอ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ ถือเป็นการตอบโต้ต่อคำขู่เรียกเก็บภาษีครั้งล่าสุดของปธน.ทรัมป์

โกลด์แมน แซคส์เปิดเผยว่า มีรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่จีนมีท่าทีแข็งกร้าวในการเจรจา และหวังรอจนกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเสร็จสิ้นในปีหน้า ก่อนที่จะทำการคลี่คลายข้อพิพาททางการค้า สิ่งนี้จึงทำให้สหรัฐและจีนไม่มีแนวโน้มที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าในเร็วๆนี้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ