เจาะ 5 เหตุผล ทำไมตลาดหุ้นโลกยังพุ่งทะยาน แม้สงครามในอิหร่านยังไม่สงบ

ข่าวต่างประเทศ Thursday April 23, 2026 15:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เกือบ 2 เดือนแล้วที่ความขัดแย้งในอิหร่านปะทุขึ้น แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับยังเดินหน้าคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นวอลล์สตรีทที่ดัชนีหุ้นหลักพากันพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ดัชนี KOSPI เกาหลีใต้ที่ทำนิวไฮติดต่อกันหลายวัน และดัชนี Nikkei 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งทะยานผ่านแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 60,000 จุดได้เป็นครั้งแรก

นักวิเคราะห์ระบุว่า หลังจากอาการตกใจในช่วงแรก ตลาดการเงินส่วนใหญ่เริ่มมองข้ามความขัดแย้ง และหันไปให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจ แม้ว่าราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงก็ตาม โดยนักลงทุนเริ่มกลับมาทุ่มซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ้นในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าช่วงเวลาที่ผันผวนที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็อ่อนค่าลงจนเกือบเท่ากับระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รวบรวม 5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามมากอย่างที่หลายฝ่ายกลัว ไว้ดังนี้:

1. ผ่านจุดสูงสุดของความไม่แน่นอนไปแล้ว

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดซึมซับความเสี่ยงในกรณีที่เลวร้ายที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าความขัดแย้งนี้จะมีทางออก การที่รัฐบาลวอชิงตันและเตหะรานยังคงเปิดประตูสำหรับการเจรจา ประกอบกับการประกาศขยายเวลาหยุดยิง ทำให้ตลาดยังคงเชื่อมั่นว่าข้อตกลงจะเกิดขึ้นในที่สุด กล่าวคือถึงแม้ความตึงเครียดจะยังมีอยู่ แต่ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็มีความมั่นใจมากขึ้นว่า การทูตจะปิดจบความขัดแย้งนี้ได้

2. โอกาสทำกำไรในช่วงตลาดขาลง

ข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายบ่อยครั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับตัวได้ หลายคนนำบทเรียนจากสงครามยูเครนในช่วงต้นปี 2565 มาปรับใช้ โดยในตอนนั้นตลาดหุ้นที่ร่วงกราวและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงได้กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์จากความผันผวนหลายปีที่ผ่านมาทำให้นักลงทุนเกิดการเรียนรู้ที่จะเข้าช้อนซื้อหุ้นเมื่อราคาย่อตัว (Dip-buying) และตัดขาดทุนเพื่อป้องกันไม่ให้กำไรลดลงหรือขาดทุนเกินระดับที่ยอมรับได้

3. กลไกรับแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน

แม้สงครามจะส่งผลกระทบต่อแหล่งพลังงานจนดันราคาน้ำมันและก๊าซให้สูงขึ้น แต่นอกจากการขาดแคลนพลังงานเข้าขั้นวิกฤตในบางประเทศแล้ว ณ ขณะนี้ยังไม่เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างที่หลายฝ่ายกลัว การระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับกำลังการผลิตสำรองของผู้ผลิตรายใหญ่ และภาวะอุปสงค์หดตัว (Demand destruction) ช่วยรับแรงกระแทกไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากเกิดการหยุดชะงักที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน ก็ยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่านี้ได้

4. ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง

กำไรของบริษัทต่าง ๆ กลายเป็นยาบำรุงชั้นดีให้กับตลาด ข้อมูลที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์กระบุว่า เกือบ 80% ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกแล้ว มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้โบรกเกอร์หลายแห่งปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของกำไรในปีนี้ และทำให้นักวิเคราะห์กลับมามีมุมมองที่เป็นบวกต่อปัจจัยพื้นฐานอีกครั้ง

5. กระแส AI กลับมาผงาด

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีคือแรงขับเคลื่อนหลักเบื้องหลังการพุ่งขึ้นของตลาดครั้งนี้ โดยผลประกอบการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะสงคราม ขานรับความต้องการด้าน AI ที่พุ่งสูง โดย SK Hynix ผู้ผลิตชิปความจำจากเกาหลีใต้รายงานกำไรรายไตรมาสพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า พร้อมยืนยันแผนเพิ่มการลงทุน เช่นเดียวกับ TSMC จากไต้หวัน ที่ปรับเพิ่มแนวโน้มรายได้ปี 2569 และ Samsung Electronics ที่มีกำไรพุ่งขึ้นถึง 8 เท่า นักวิเคราะห์มองว่าผลประกอบการและแผนการใช้จ่ายของยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์ที่กำลังจะตามมา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดให้ไปต่อได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ