วิลเลียม หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ "นีโอ" (NIO) ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ออกมาระบุในวันนี้ (28 พ.ค.) ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนน่าจะผ่าน "ยุคทอง" ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากยอดขายรถยนต์ในประเทศร่วงลงอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพ.ค.
หลี่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า การฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีนยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้ว่าภาคการส่งออกของอุตสาหกรรมนี้จะยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องก็ตาม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการขยายตลาดไปต่างประเทศ หลี่ตอบว่า "เราเน้นทำตลาดในจีนเป็นหลัก"
ทั้งนี้ บริษัทนีโอเริ่มส่งออกรถไปขายต่างประเทศตั้งแต่ปี 2564 โดยเริ่มเจาะตลาดที่นอร์เวย์เป็นแห่งแรก แต่ยอดส่งออกไปยังต่างประเทศจนถึงตอนนี้ยังคงมีสัดส่วนน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญ
หลี่มองว่า จีนยังคงเป็นพื้นที่ที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุดในการลงทุนทำรถยนต์ไฟฟ้าล้วน เพราะหากนำเงินลงทุนในระดับที่เท่ากันไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องใช้เวลานานกว่ามากและผลตอบแทนมีความแน่นอนน้อยกว่า ในขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะเหมาะกับการทำตลาดทั่วโลกมากกว่า
เพื่อผลักดันแนวทางดังกล่าว หลี่เปิดเผยว่าในปีนี้ นีโอมีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านทรัพยากรคอมพิวเตอร์สำหรับการพัฒนาระบบขับขี่อัจฉริยะขึ้นถึง 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2568
ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า ยอดขายรถยนต์ในจีนประจำปี 2569 มีแนวโน้มจะทรงตัว ขณะที่การเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคาดว่าจะชะลอตัวลง หลังจากที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาหลายปี โดยเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ในประเทศจีนร่วงลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 แล้ว แม้ตัวเลขการส่งออกจะยังคงแข็งแกร่งก็ตาม
ปัจจุบัน จำนวนรถยนต์ในจีนพุ่งสูงถึง 370 ล้านคัน ซึ่งหลี่ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์แบบนี้แปลว่าจีน "ไม่ใช่ตลาดที่กำลังเติบโตอีกต่อไป แต่เป็นตลาดที่อิ่มตัวแล้ว"
ราคาหุ้นของบริษัทนีโอในตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งทะยานขึ้นถึง 10.5% ไปอยู่ที่ 46.08 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งถือเป็นการทำสถิติปรับตัวขึ้นในวันเดียวที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา