ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อคืนวันจันทร์ (18 พ.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่า ต่างชาติลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. หลังสงครามในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินหลายประเทศ และบีบให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ต้องขายทุนสำรองสกุลดอลลาร์เพื่อนำมาใช้แทรกแซงตลาดเงิน
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดของโลก ลดการถือครองลงราว 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 1.191 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนลดการถือครองลงสู่ระดับ 6.523 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงราว 6% จากเดือนก.พ. และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2551
โดยรวมแล้ว การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติปรับลดลงสู่ระดับ 9.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมี.ค. จาก 9.49 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.พ.
แรงขายเกิดขึ้นหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านปะทุขึ้น จนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง และกดดันให้เงินเยนรวมถึงสกุลเงินเอเชียหลายสกุลอ่อนค่าลงอย่างหนัก โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวอาหรับ รวมถึงญี่ปุ่น ต้องเผชิญผลกระทบด้านพลังงานรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้กำหนดนโยบายหลายประเทศต้องขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์บางส่วน เพื่อนำเงินไปใช้พยุงค่าเงินท้องถิ่น
เฟรเดอริก นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ HSBC ระบุว่า ความผันผวนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่สงครามในอ่าวเปอร์เซียเริ่มต้นขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในเอเชีย ทำให้การลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของธนาคารกลางหลายแห่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
เขาระบุเพิ่มเติมว่า ธนาคารกลางบางแห่งจำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่ เพื่อนำเงินไปแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราและรักษาเสถียรภาพค่าเงิน
ข้อมูลเดือนเม.ย. ซึ่งจะเปิดเผยในเดือนหน้า อาจสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ พร้อมดำเนินมาตรการมากเพียงใดเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน