อิซาเบล ชนาเบล กรรมการบริหารของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ECB ควรพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิ.ย. โดยเตือนว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงกำลังลุกลามสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง และ ECB ไม่ควรรอดูสถานการณ์อีกต่อไป ไม่ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกันได้หรือไม่ก็ตาม
ชนาเบลกล่าวว่า จากขนาดและความต่อเนื่องของผลกระทบในปัจจุบัน ECB ไม่สามารถมองข้ามปัญหานี้ได้อีก และในมุมมองของเธอ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. เป็นสิ่งจำเป็น
ECB คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเดือนที่แล้วเริ่มมีการหารือเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อแตะระดับ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB อย่างมาก และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายหลายคนเริ่มส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติม
ชนาเบล ซึ่งถูกจับตาในฐานะแคนดิเดตที่อาจขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน ECB ต่อจาก คริสติน ลาการ์ด ที่จะหมดวาระในช่วงปลายปี 2570 กล่าวว่า ECB อาจผ่านจุดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตอบสนองผ่านนโยบายการเงินได้แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม
รายงานระบุว่า แม้ความขัดแย้งจะยุติลงในทันที แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกได้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้ ECB ยังจำเป็นต้องตอบสนองผ่านนโยบายการเงิน
นอกจากนี้ ชนาเบลยังกล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าสมมติฐานเชิงลบที่ ECB เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยคาดว่าราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายเริ่มกังวลมากขึ้นว่า ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจผลักดันให้ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ปรับตัวสูงขึ้นตาม และนำไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้างที่ควบคุมได้ยากขึ้น
ชนาเบลระบุว่า สัญญาณของผลกระทบระลอกที่สองเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยผลกระทบด้านพลังงานกำลังขยายไปยังสินค้าและบริการหมวดอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนผ่านผลสำรวจความคาดหวังผู้บริโภคของ ECB ข้อมูล PMI และดัชนีความเชื่อมั่นของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC)
สำหรับแนวโน้มหลังเดือนมิ.ย.ไปแล้วนั้น ชนาเบลกล่าวว่า ECB ไม่ควรยึดติดกับแนวทางนโยบายใดล่วงหน้า และควรประเมินท่าทีใหม่ในการประชุมแต่ละครั้งตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยออกมา