ผลสำรวจเมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านของสหรัฐฯ ในเดือนเม.ย. ทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน เนื่องจากภาวะสงครามกับอิหร่านส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างและอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งจัดทำโดยสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติสหรัฐฯ (NAHB) และเวลส์ฟาร์โก (Wells Fargo) ลดลง 4 จุด มาอยู่ที่ระดับ 34 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2568 และทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 24 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าดัชนีจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 37
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นที่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงมุมมองทั่วไปที่เป็นลบ
บิล โอเวนส์ ประธาน NAHB กล่าวว่า "ปีนี้เริ่มต้นด้วยความหวังว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงจากสงครามอิหร่าน ต้นทุนพลังงาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดชะลอตัว"
สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ดันให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านพุ่งสูงขึ้น หลังจากที่เคยลดลงอย่างมากในช่วงต้นปี เพราะหน่วยงานอย่าง เฟรดดีแมค (Freddie Mac) และ แฟนนีเม (Fannie Mae) ขยายการรับซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (MBS)
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะผันแปรตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระตุ้นให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ข้อมูลจากเฟรดดีแมคระบุว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแบบคงที่ 30 ปี ซึ่งได้รับความนิยมสูง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.98% ในช่วงปลายเดือนก.พ. ก่อนเกิดสงคราม ก่อนจะกระโดดขึ้นแตะ 6.46% ในช่วงต้นเดือนเม.ย. และเฉลี่ยอยู่ที่ 6.37% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านที่ย่ำแย่ลงนี้สอดคล้องกับรายงานเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ระบุว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนมี.ค. ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน
โรเบิร์ต ดีทซ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NAHB ระบุว่า ผู้สร้างบ้าน 62% รายงานว่าผู้จัดหาวัสดุก่อสร้างได้ปรับขึ้นราคาตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นกว่า 35% แล้วนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง
นอกจากแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ผู้สร้างบ้านยังต้องรับมือกับมาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งยังเผชิญกับค่าแรงที่สูงขึ้น เนื่องจากนโยบายกวาดล้างและส่งกลับผู้อพยพครั้งใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์ส่งผลให้ตลาดขาดแคลนแรงงาน