สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) รายงานในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่า ยอดขาดดุลงบประมาณปีล่าสุดลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี โดยมียอดกู้ยืมภาครัฐในช่วง 12 เดือนจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. คิดเป็น 4.3% ของ GDP ทว่าเริ่มปรากฏสัญญาณลบจากสงครามอิหร่านที่ฉุดรายได้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดิ่งลงในเดือนมี.ค. เนื่องจากผู้บริโภคลดการใช้จ่ายหลังราคาน้ำมันพุ่งสูง ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่บั่นทอนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ภาษีรวมของประเทศในระยะต่อไป
ยอดขาดดุลงบประมาณรวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.32 แสนล้านปอนด์ (ประมาณ 1.78 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งต่ำกว่าประมาณการล่าสุดที่เรเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้เป็นฐานในการวางแผนงบประมาณอยู่ 700 ล้านปอนด์ และลดลงจากยอดขาดดุล 1.519 แสนล้านปอนด์ในปีงบประมาณ 2567/2568
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีภาระหนักจากดอกเบี้ยหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2568/2569 ที่พุ่งสูงถึง 9.76 หมื่นล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 8.54 หมื่นล้านปอนด์ ถือเป็นยอดเงินสดที่สูงเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2565/2566 ที่เป็นช่วงวิกฤตเงินเฟ้อหลังรัสเซียรุกรานยูเครน ทำให้รัฐมนตรีคลังเร่งหาแนวทางลดต้นทุนหนี้เพื่อผลักดันให้รายจ่ายประจำวันสมดุลกับรายได้ภาษีภายในปี 2573
สำหรับยอดขาดดุลงบประมาณกระแสรายวัน ในปีงบประมาณ 2568/2569 อยู่ที่ 1.7% ของ GDP ลดลง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และต่ำที่สุดนับตั้งแต่รอบ 12 เดือนสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2563 ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ 0.7% ของ GDP
ในส่วนของผลกระทบจากสงครามอิหร่าน รายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมันในเดือนมี.ค. ลดลงเหลือ 1.8 พันล้านปอนด์ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2566 แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยของรายได้รัฐบาล แต่การที่ประชาชนลดการใช้เบนซินและดีเซลเนื่องจากราคาสูงขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่าสงครามอาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของ UK ปี 2569 ลงมากกว่าประเทศอื่นในกลุ่ม G7 เนื่องจาก UK พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง จึงเปราะบางต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น