สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เปิดเผยในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการสอบสวน 60 ประเทศ ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า เพื่อพิจารณาว่าประเทศเหล่านี้มีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นการดำเนินมาตรการป้องกันสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ
การสอบสวนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่า รัฐบาลต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการอย่างเพียงพอหรือไม่ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ รวมทั้งประเมินว่าการไม่สามารถขจัดแนวปฏิบัติดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างไรต่อแรงงานและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ
รายชื่อ 60 ประเทศที่ถูกสอบสวนครอบคลุมคู่ค้ารายใหญ่และพันธมิตรของสหรัฐฯ หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร อิสราเอล อินเดีย กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงจีนและรัสเซีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ พยายามกลับมาใช้มาตรการภาษีเพื่อกดดันประเทศคู่ค้าทั่วโลกอีกครั้ง หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่าการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
หลังคำตัดสินของศาลสูงดังกล่าว ทรัมป์ได้ประกาศเรียกเก็บภาษี 10% เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 และในวันพุธที่ผ่านมา (11 มี.ค.) รัฐบาลทรัมป์ยังได้เริ่มดำเนินการสอบสวนทางการค้ากับคู่ค้ารายใหญ่ 16 ราย โดยระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโปง "แนวทางปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินและกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม"
สำหรับประเด็นแรงงานบังคับนั้น สหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดต่อแผงโซลาร์เซลล์และสินค้าประเภทอื่น ๆ จากเขตซินเจียงของจีน ภายใต้กฎหมายป้องกันแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ ซึ่งลงนามเป็นกฎหมายโดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน
สหรัฐฯ กล่าวหาว่าทางการจีนได้จัดตั้งค่ายแรงงานสำหรับชาวอุยกูร์และกลุ่มมุสลิมอื่น ๆ ขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว
ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะสามารถสรุปผลการสอบสวนตามมาตรา 301 รวมถึงมาตรการตอบโต้ตามที่เสนอไว้ ก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราวของทรัมป์จะหมดอายุในเดือนก.ค.นี้