เชย์ แท-วอน ประธานบริษัทเอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) เปิดเผยเมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) ว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2573 จากความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เอสเค ไฮนิกซ์ได้รับประโยชน์จากความต้องการชิปเพื่อรองรับ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัท
ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า ราคาชิปหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้น 60% ถึง 76% ในไตรมาส 4 ของปี 2568 และมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อในไตรมาส 1 ของปี 2569
เชย์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวนอกรอบการประชุม GTC ของอินวิเดีย (Nvidia) ที่เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยระบุว่า บริษัทกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ เอสเค ไฮนิกซ์อาจเปิดเผยแผนเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาชิป DRAM ท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัวที่เกิดจากความต้องการด้าน AI
เอสเค ไฮนิกซ์ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ให้กับอินวิเดีย
เชย์ระบุว่า ความต้องการ HBM ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากอุตสาหกรรม AI กำลังทำให้เกิดการขาดแคลนเวเฟอร์ และบริษัทต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 ปีในการเพิ่มกำลังการผลิต
ทั้งนี้ หุ้นของเอสเค ไฮนิกซ์ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ในวันนี้ (17 มี.ค.)