กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือ G7 เตรียมจัดการประชุมออนไลน์ในวันนี้ (30 มี.ค.) โดยจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้ว่าการธนาคารกลางเข้าร่วมการประชุม เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น อันเนื่องมาจากสงครามระหว่างฝ่ายอิหร่านกับฝ่ายสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การร่วมมือกันระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) นั้น เป็นหนึ่งในหัวข้อที่คาดว่าจะอยู่ในวาระการประชุมทางออนไลน์ของกลุ่ม G7 ในครั้งนี้
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนก.พ. ได้ทำให้กองกำลังของอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานชะงักงันและทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา IEA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงปารีสและประกอบด้วยสมาชิก 32 ประเทศรวมถึงกลุ่มประเทศ G7 ได้เริ่มระบายน้ำมันสำรองรวมกันกว่า 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการดำเนินการร่วมกันในลักษณะนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 เมื่อครั้งที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ
รายงานของ IEA ระบุว่า ในการร่วมมือกันระบายน้ำมันสำรองของ IEA ครั้งนี้ เป็นน้ำมันจากญี่ปุ่นจำนวน 79.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากเป็นอันดับสองในบรรดาสมาชิก IEA รองจากสหรัฐฯ ที่ระบายน้ำมัน 172.2 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 90%
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G7 ได้จัดการประชุมหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 9 มี.ค. และรัฐมนตรีพลังงานได้จัดประชุมหารือในวันถัดมา โดยได้ตกลงที่จะ "เตรียมความพร้อม" สำหรับการดำเนินมาตรการที่จำเป็น
ฝรั่งเศสทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม G7 ในปีนี้ โดยกลุ่ม G7 ประกอบด้วย อังกฤษ แคนาดา เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งสหภาพยุโรป (EU)