เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ผู้ให้บริการสตรีมมิงภาพยนตร์และซีรีส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.225 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.218 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ระดับ 1.054 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
การรายงานผลประกอบการของเน็ตฟลิกซ์ในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่บริษัทยุติแผนการเสนอซื้อธุรกิจสตรีมมิงและภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอร์รี (Warner Bros. Discovery - WBD) ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
เน็ตฟลิกซ์รายงานกำไรสุทธิ 5.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.23 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งมากกว่าเกือบเท่าตัวของกำไรสุทธิในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ระดับ 2.89 พันล้านดอลลาร์ หรือ 66 เซนต์ต่อหุ้น โดยได้ปัจจัยหนุนจากรายได้จากการดำเนินงานที่สูงกว่าคาด และค่าธรรมเนียมการยุติสัญญาจำนวน 2.8 พันล้านดอลลาร์ที่ได้รับหลังจากยุติการทำข้อตกลงซื้อธุรกิจดังกล่าวจาก WBD
ทั้งนี้ กำไรต่อหุ้นในไตรมาส 1/2569 นั้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 76 เซนต์
อย่างไรก็ตาม เน็ตฟลิกซ์ได้คงตัวเลขคาดการณ์รายได้ตลอดทั้งปีไว้ที่ระหว่าง 5.07 - 5.17 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นเดิม
ในการแถลงผลประกอบการครั้งนี้ เน็ตฟลิกซ์ยังได้ประกาศว่า รีด เฮสติงส์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคนปัจจุบันของเน็ตฟลิกซ์ จะลาออกจากบอร์ดบริหารในเดือนมิ.ย.เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่ง
ทั้งนี้ เฮสติงส์ได้ก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอของเน็ตฟลิกซ์ในปี 2566 โดยเกร็ก ปีเตอร์ส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอร่วม พร้อมกับเท็ด ซารานดอส
ในระหว่างการแถลงผลประกอบการ นักวิเคราะห์รายหนึ่งได้ตั้งคำถามว่าการลาออกของเฮสติงส์มีความเกี่ยวข้องกับดีล WBD หรือไม่ ซึ่งซารานดอสได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว โดยชี้แจงว่า เฮสติงส์เป็นบุคคลสำคัญที่สนับสนุนดีลนั้น โดยเขาผลักดันเรื่องนี้กับบอร์ดบริหาร และบอร์ดบริหารก็มีมติเป็นเอกฉันท์
หุ้นเน็ตฟลิกซ์ร่วงลงถึง 9.45% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการ และประกาศข่าวการลาออกของเฮสติงส์