World Today: สรุปข่าวต่างประเทศประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2561

ข่าวเศรษฐกิจ Monday June 11, 2018 17:21 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ต่างก็เดินทางถึงสิงคโปร์แล้วเมื่อวานนี้ ก่อนที่จะประชุมสุดยอดร่วมกันในวันพรุ่งนี้ โดยคาดว่าการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตแห่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ปธน.ทรัมป์ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศสิงคโปร์ด้วยเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.ตามเวลาสิงคโปร์เมื่อวานนี้ โดยปธน.ทรัมป์ได้บินตรงมาจากเมืองควิเบค ประเทศแคนาดา หลังจากเข้ารับการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7

--สื่อทั่วโลกต่างก็รายงานข่าวการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยการประชุมจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่โรงแรมคาเปลลา บนเกาะเซนโตซาของสิงคโปร์ ในเวลา 09.00 น.ตามเวลาสิงคโปร์ สำหรับประเด็นสำคัญที่น่าจับตาก็คือว่า ผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือจะตกลงกันได้หรือไม่ในเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี และทั้งสองฝ่ายจะยอมลงนามในข้อตกลงยุติสงครามเกาหลีหรือไม่ โดยในทางเทคนิคนั้น สงครามเกาหลียังไม่ยุติ เนื่องจากข้อตกลงที่ได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อปี 1953 นั้น เป็นเพียงข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว ยังไม่ใช่การยุติสงครามอย่างเป็นทางการ

--สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐ ในการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ซึ่งจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่สิงคโปร์

สำนักข่าว KCNA ระบุว่า ในการประชุมครั้งนี้ นายคิมและปธน.ทรัมป์จะแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ "การสร้างกลไกการรักษาสันติภาพอันถาวรและยั่งยืนในคาบสมุทรเกาหลี" และจะหารือกันในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน

--นักลงทุนในตลาดการเงินต่างก็จับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 12-13 มิ.ย.นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานและค่าจ้างแรงงานที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ค.พุ่งขึ้น 223,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 188,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2543 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 3.9%

--สำนักข่าว NRK ของนอร์เวย์ รายงานว่า นางเออร์นา โซลเบิร์ก นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาได้สูญเสียอิทธิพลบนเวทีโลก หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ตัดสินใจไม่ให้การรับรองแถลงการณ์ร่วมของการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 7 ประเทศ หรือ G7

นางโซลเบิร์ก ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ที่ประเทศแคนาดา กล่าวว่า "สหรัฐอเมริกาได้สูญเสียอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่ส่วนอื่นๆของโลก ทั้งยังเสียบทบาทการเป็นจุดศูนย์กลางในการค้นหากลไกร่วมและกำหนดวาระระดับโลก"

--เว็บไซต์ Axios รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เคยกล่าวต่อนายเอมมานูเอล มาครอง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ทำเนียบขาวว่า การทำการค้าร่วมกับสหภาพยุโรป (EU) นั้น "แย่กว่าการทำการค้าร่วมกับจีน"

รายงานระบุว่า บทสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มาครองแนะนำให้ทรัมป์หันมาร่วมมือกับ EU เพื่อแก้ปัญหาการค้าร่วมกับจีน แต่ทรัมป์กลับมองว่า EU นั้นสร้างปัญหาให้สหรัฐมากกว่า พร้อมยกตัวอย่างการนำเข้ารถยนต์จากเยอรมนี

--บิตคอยน์ได้ร่วงลงกว่า 10% เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลุดระดับ 6,700 ดอลลาร์สหรัฐ หลังตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล Coinrail ของเกาหลีใต้ ได้ยอมรับเมื่อวานนี้ว่ามีผู้โจมตีระบบเพื่อขโมยสกุลเงิน alt coins

มูลค่าของบิตคอยน์ได้ร่วงลงกว่าครึ่งหนึ่งแล้วในปีนี้ หลังจากที่ได้ทำสถิติสูงสุดใกล้ระดับ 20,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆได้ปรับตัวลดลงในอัตราเลขสองหลักเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอีเทอร์เรียม ริพเพิล บิตคอยน์แคช และอีโอเอส

--นายจูฮา ซิพิลา นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์เปิดเผยว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 7 ประเทศ หรือ G7 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองโลก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์คาดหวังว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะได้รับการคลี่คลายโดยเร็ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้สั่งการไม่ให้คณะผู้แทนสหรัฐให้การรับรองแถลงการณ์ร่วมของการประชุม G7 ในครั้งนี้ พร้อมกับทวีตข้อความโจมตีนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เพื่อตอบโต้การที่นายทรูโดได้วิจารณ์การเก็บภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐ

--นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการออกนโยบายเพียงฝ่ายเดียวเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และการกีดกันทางการค้า ในระหว่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ร่วมกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และผู้นำจากชาติในแถบเอเชียกลาง

ขณะที่ปูตินกล่าวว่า รัสเซียยืนยันในความพร้อมและความจริงใจในการปฏิบัติตามกฎการค้าของโลกปัจจุบัน

--นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (EU) พร้อมใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐ หลังจากที่สหรัฐประกาศใช้นโยบายเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมกับสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุม G7 ยังได้สร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่าย ซึ่งทรัมป์ได้โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ว่า จะไม่ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมของกลุ่ม G7

--นายอู วิน มินต์ ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ตามคำเชิญของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายอู วิน มินต์ จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี เจ้าพระยา แม่โขง (ACMECS) ครั้งที่ 8 และการประชุมสุดยอดระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV Summit) ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ

--นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ทวีตข้อความโจมตีแคนาดาในประเด็นการค้า และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ประเด็นค่าใช้จ่าย ในระหว่างการเดินทางไปสิงคโปร์หลังเสร็จสิ้นการประชุม G7

ในข้อความบนทวิตเตอร์ระบุว่า "การค้าที่ยุติธรรมเป็นเรื่องไร้สาระหากทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับประโยชน์ แคนาดาทำเงินจากการค้าร่วมกับสหรัฐได้เกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ เก็บภาษีสินค้าผลิตภัณฑ์นมสหรัฐกว่า 270% แต่กลับรับไม่ได้เมื่อสหรัฐพูดความจริง"

--สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของจีนเปิดเผยว่า ยอดการจัดส่งโทรศัพท์มือถือของจีนกลับมาขยายตัวในเดือนพ.ค. หลังจากที่ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 14 เดือน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดจัดส่งโทรศัพท์มือถือให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศจีนประจำเดือนพ.ค.อยู่ที่ 37.8 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยในจำนวนนี้เป็นโทรศัพท์มือถือรองรับเทคโนโลยี 4G จำนวน 36.1 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี

--สหภาพแรงงานของสายการบินแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม ซึ่งรวมถึงนักบิน ลูกเรือ และพนักงานภาคพื้นดิน เตรียมชุมนุมประท้วงอีกในวันที่ 23-26 มิ.ย.นี้ แม้บริษัทแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม ได้วางแผนที่จะนำเสนอมาตรการที่จะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ก็ตาม

สายการบิน แอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม เปิดเผยว่า นางแอน มารี คูเดอร์ก ประธาน และนายแฟรงค์ เทอร์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์ฟรานซ์ จะนำเสนอมาตรการใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย. นี้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ