จับตา "ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดยุทธศาสตร์น้ำมันโลก หลังสหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียดสูงสุด

ข่าวต่างประเทศ Monday January 12, 2026 17:06 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลับมาเป็นที่สนใจของทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะดำเนินการกับอิหร่าน จากกรณีที่รัฐบาลเตหะรานใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในประเทศ

ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลอิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการใช้ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็นเครื่องมือ ซึ่งอาจสั่นคลอนเสถียรภาพพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันจะรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตการณ์เวเนซุเอลา โดยอาจดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันดิบเกือบ 1 ใน 3 ของโลก ซีเอ็นบีซีรายงานข้อมูลจาก Kpler ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ตลาดว่า ในปี 2568 มีน้ำมันดิบถูกขนส่งผ่านเส้นทางนี้เฉลี่ยถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 31% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก

ซอล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานจาก MST Marquee เตือนว่า การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานระดับโลก โดยเฉพาะหากรัฐบาลอิหร่านที่กำลังถูกต้อนให้จนมุม ตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงเพื่อรักษาอำนาจและการอยู่รอด

ทั้งนี้ ความเสี่ยงในการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเคยปรากฏขึ้นมาแล้วในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่านพุ่งสูงเมื่อเดือนมิ.ย. ปีที่ผ่านมา

รุนแรงกว่ากรณีเวเนซุเอลา

นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบจากการเผชิญหน้ากับอิหร่านจะรุนแรงกว่ากรณีของเวเนซุเอลาอย่างมาก เนื่องจากอิหร่านมีบทบาทในตลาดโลกสูงกว่า ทั้งในด้านปริมาณการผลิตและการส่งออกน้ำมัน

มู่หยู สวี่ นักวิเคราะห์จาก Kpler ชี้ว่า ตลาดโลกจะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่รุนแรงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และโรงกลั่นน้ำมันในจีนอาจถูกบีบให้ต้องหาแหล่งพลังงานสำรองจากที่อื่น

ขณะที่บ็อบ แมคแนลลี ประธาน Rapidan Energy Group เตือนว่า การดำเนินการทางทหารต่ออิหร่านมีความเสี่ยงสูงกว่ากรณีของเวเนซุเอลาอย่างมาก เมื่อพิจารณาจากปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ โดยเขาคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ถึง 70% ที่สหรัฐฯ จะเลือกปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอย่างจำกัดและระมัดระวัง

ด้านแอนดี ลิโพว์ ประธานบริษัท Lipow Oil Associates แสดงความเห็นว่า ความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบจะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นไม่กี่ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากมีการปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นทันที 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ความเป็นไปได้ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าโอกาสที่ช่องแคบจะถูกปิดแบบเบ็ดเสร็จนั้นยังค่อนข้างต่ำ โดยนักวิเคราะห์อาวุโสจาก Kpler กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอยู่เรื่อย แต่อาจไม่ต้องการทำเช่นนั้นจริง เนื่องจากความซับซ้อนของดุลอำนาจในภูมิภาค อีกทั้งอิหร่านอาจไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะปิดกั้นช่องแคบได้อย่างสมบูรณ์ เพราะกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ แม้ในกรณีที่อิหร่านพยายามก่อกวน เช่น การรบกวนเรือบรรทุกน้ำมัน หรือการปิดกั้นเส้นทางในระยะสั้น ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันก็ยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจาก Kpler ประเมินว่าตลาดน้ำมันในปัจจุบันอยู่ในภาวะล้นตลาด ด้วยอุปทานส่วนเกินประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนม.ค. และมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.

ด้านคาโวนิกมองว่า หากมีการปิดช่องแคบเกิดขึ้น สหรัฐฯ และพันธมิตรน่าจะใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่ควรนำกรณีของอิหร่านไปเปรียบเทียบโดยตรงกับเวเนซุเอลา ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการคว่ำบาตรและยึดทรัพย์สินเพื่อกดดัน จนกระทั่งสามารถจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ได้ในที่สุด เนื่องจากอิหร่านอยู่ไกลจากแผ่นดินสหรัฐฯ มาก และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางนั้นซับซ้อนกว่าในลาตินอเมริกาอย่างมาก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ