แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า โรงกลั่นน้ำมันซามเรฟ (SAMREF) ของบริษัท ซาอุดีอารามโค (Saudi Aramco) ในเมืองท่ายานบู บริเวณชายฝั่งทะเลแดง ถูกโจมตีทางอากาศในวันนี้ (19 มี.ค.) แม้จะประเมินว่าความเสียหายเบื้องต้นมีไม่มากนัก โดยเหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการตอบโต้จากฝ่ายอิหร่าน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านก่อนหน้านี้
ชนวนเหตุของการยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่านถูกโจมตี ส่งผลให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศเตือนให้อพยพเจ้าหน้าที่ออกจากศูนย์ผลิตและโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งทั่วซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ โดยครอบคลุมถึงโรงกลั่นซามเรฟ ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่างซาอุดีอารามโคกับเอ็กซอนโมบิล (Exxon Mobil)
การถล่มเมืองท่ายานบูเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหลายระลอกในวันพุธ (18 มี.ค.) โดยกาตาร์เอนเนอร์จี (QatarEnergy) ยืนยันว่า นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ ถูกขีปนาวุธอิหร่านถล่มจนพังเสียหายอย่างหนัก
ในวันเดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีอาระเบียต้องสกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธถึง 4 ลูกที่หมายถล่มกรุงริยาด ขณะที่ UAE ต้องสั่งระงับการเดินเครื่องโรงงานก๊าซฮับชาน (Habshan) ทันทีหลังสกัดการโจมตีจากโดรนเอาไว้ได้
สถานการณ์ความไม่สงบที่กระจายตัวไปทั่วทั้งภูมิภาคกำลังสร้างความกังวลอย่างหนักต่ออุปทานพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสัดส่วน 1 ใน 5 ของโลก แทบจะเป็นอัมพาตนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนก.พ.
เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทำให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเหลือช่องทางส่งออกน้ำมันดิบหลักเพียงสองแห่งเท่านั้น ได้แก่ ท่าเรือยานบูที่เพิ่งตกเป็นเป้าโจมตีล่าสุด และท่าเรือฟูไจราห์ของ UAE ซึ่งท่าเรือฟูไจราห์เองก็เพิ่งถูกถล่มอย่างหนักจนต้องระงับการให้บริการไปก่อนหน้านี้ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกลับมาขนถ่ายน้ำมันเพื่อส่งออกได้ตามปกติเมื่อใด