นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นแสดงความมุ่งมั่นในวันนี้ (31 มี.ค.) ที่จะร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ท่ามกลางอุปทานน้ำมันดิบที่หยุดชะงักอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน
ทาคาอิจิเปิดเผยถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ 2 กับสมาชิกครม. ที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางต่าง ๆ ในการบรรเทาผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เช่น ความหวั่นวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพการจัดหาเชื้อเพลิง
ทาคาอิจิกล่าวว่า "เราจะพิจารณาร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและสนับสนุนพวกเขา" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในต่างประเทศของภาคธุรกิจญี่ปุ่นด้วย
ทาคาอิจิกล่าวว่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจซึ่งนำโดยเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ตลอดจนกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนเงื่อนไขการจัดหาเวชภัณฑ์และแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำจากน้ำมันดิบสำหรับการผลิตพลาสติก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญความท้าทายในการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เนื่องจากพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ซึ่งน้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่กองกำลังอิหร่านสั่งปิดเส้นทางภายหลังความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงกว่า 90% แต่มีปริมาณน้ำมันสำรองในระดับที่เพียงพอมากกว่า 200 วัน ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ รวมถึงเวียดนาม ได้เริ่มร้องขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นแล้ว
รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ว่า ได้ดำเนินการจัดซื้อน้ำมันดีเซลจำนวน 142,000 บาร์เรลจากญี่ปุ่น หลังจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 มี.ค.