รัฐบาลปากีสถานประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซินครั้งใหญ่เมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึง 54.9% มาอยู่ที่ 520.35 รูปีต่อลิตร (ราว 60.83 บาทต่อลิตร) ส่วนน้ำมันเบนซินปรับขึ้น 42.7% เป็น 458.40 รูปีต่อลิตร (ราว 53.59 บาทต่อลิตร)
การปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้นับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ในรอบไม่ถึงหนึ่งเดือน ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อาลี เปอร์เวซ มาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมของปากีสถาน แถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ โดยระบุว่า รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขยับราคาขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งทะยานจนเกินควบคุม หลังจากสหรัฐฯ-อิหร่านทำสงครามกัน
เมื่อเดือนก่อน ปากีสถานเพิ่งขยับราคาขายปลีกดีเซลและเบนซินขึ้นไปแล้วราว 20% จากปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
มาตรการล่าสุดนี้คาดว่าจะส่งแรงกระเพื่อมทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อดีดตัวสูงขึ้น และซ้ำเติมวิกฤตปากท้องของกลุ่มคนยากจนในประเทศให้สาหัสยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันปากีสถานพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นหลัก โดยใช้เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ดี มูฮัมหมัด ออรังเซบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเพิ่มเติมในเวทีแถลงข่าวเดียวกัน โดยประกาศมาตรการอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ตลอดจนภาคการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามเมือง
รัฐมนตรีปิโตรเลียมอธิบายเสริมว่า ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มงบอุดหนุนราคาน้ำมันไปแล้วถึง 1.29 แสนล้านรูปี ทว่าไม่อาจแบกรับภาระนี้ได้อีกต่อไปเมื่อเทียบกับราคาพลังงานโลกที่พุ่งไม่หยุด
"ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด และสงครามที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง รัฐบาลจึงไม่อาจดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาแบบถ้วนหน้าได้อีกต่อไป" มาลิกกล่าวสำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดพลังงานโลกเมื่อวันพฤหัสบดี ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ทะยานขึ้นกว่า 11% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 7% ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่ผันผวนอย่างหนัก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารให้เข้มข้นยิ่งขึ้น