เดนมาร์กกำลังอยู่ใน "โหมดวิกฤตเต็มรูปแบบ" หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แสดงความมุ่งมั่นในการครอบครองกรีนแลนด์ ภายหลังการโจมตีเวเนซุเอลา
ทั้งนี้ กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นดินแดนที่มีอำนาจปกครองตนเอง และอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์กเป็นเวลากว่า 600 ปี โดยชาวกรีนแลนด์จำนวนราว 57,000 คนมีอำนาจในการบริหารกิจการภายในของตนเอง ยกเว้นกิจการด้านความมั่นคงและต่างประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการของรัฐบาลเดนมาร์ก
'เราต้องการกรีนแลนด์จากมุมมองด้านความมั่นคงแห่งชาติ และเดนมาร์กจะไม่สามารถจัดการในเรื่องนี้ ผมสามารถบอกคุณได้' ปธน.ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวานนี้ (4 ม.ค.)
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐจะเข้าบริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ และบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐจะเข้าไปขุดเจาะแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ถ้อยแถลงของปธน.ทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังจากที่สหรัฐใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา โดยได้เข้าจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา และนางซีเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขา ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกต่อเดนมาร์ก ซึ่งรับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศของกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
'ดิฉันขอพูดกับสหรัฐอย่างตรงไปตรงมาว่า การพูดถึงความจำเป็นที่สหรัฐต้องเข้ายึดครองกรีนแลนด์นั้น ไม่มีเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น' นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กวานนี้
'ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งรวมถึงกรีนแลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของนาโต ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้หลักประกันด้านความมั่นคงของพันธมิตร'
'เรามีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศกับสหรัฐอยู่แล้ว ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐเข้าถึงกรีนแลนด์ได้อย่างกว้างขวาง'
'ดังนั้น ดิฉันจึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้สหรัฐยุติการข่มขู่ต่อพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน และต่ออีกประเทศหนึ่ง และประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่า พวกเขาไม่ใช่ของที่มีไว้ขาย' นางเฟรเดอริกเซนระบุ
ด้านนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่า คำพูดของปธน.ทรัมป์นั้น "หยาบคายและไม่ให้เกียรติอย่างยิ่ง"
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์สนับสนุนแนวคิดในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์มาเป็นเวลานาน โดยกรีนแลนด์เป็นดินแดนขนาดใหญ่ ประชากรเบาบาง อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และตั้งอยู่ในตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างยุโรปและอเมริกาเหนือ
ผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่คัดค้านการอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐ ขณะเดียวกัน เสียงข้างมากก็สนับสนุนการเป็นเอกราชจากเดนมาร์ก
ทางการเดนมาร์กพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์กับกรีนแลนด์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งพยายามลดความตึงเครียดกับรัฐบาลทรัมป์ ด้วยการลงทุนด้านการป้องกันในเขตอาร์กติก รวมถึงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-35 เพิ่มอีก 16 ลำ
นายมุจตาบา ราห์มาน กรรมการผู้จัดการฝ่ายยุโรปของ Eurasia Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมือง กล่าวว่า รัฐบาลเดนมาร์กกำลังอยู่ใน "โหมดวิกฤตเต็มรูปแบบ" จากคำกล่าวล่าสุดของปธน.ทรัมป์
'อย่างที่ผมได้กล่าวมาโดยตลอด ความเสี่ยงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ได้ถูกประเมินต่ำเกินไป'
'ความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเข้าแทรกแซงในกรีนแลนด์ ขณะนี้ได้กลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และต่อความเป็นเอกภาพภายในนาโตและสหภาพยุโรป ซึ่งอาจร้ายแรงยิ่งกว่าความเสี่ยงจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครนเสียอีก' นายราห์มานโพสต์ข้อความบน LinkedIn เมื่อวานนี้
ปธน.ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปฎิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารหรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อยึดครองกรีนแลนด์ ได้แต่งตั้งนายเจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาจากพรรครีพับลิกัน ให้เป็นทูตพิเศษของสหรัฐประจำกรีนแลนด์เมื่อเดือนที่แล้ว
การแต่งตั้งดังกล่าวได้ถูกประณามจากทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์ โดยนายแลนดรีได้แสดงจุดยืนสนับสนุนแนวคิดของปธน.ทรัมป์อย่างเปิดเผยในการนำกรีนแลนด์มาอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐ
ด้านนางเคที มิลเลอร์ ภรรยาของนายสตีเฟน มิลเลอร์ ผู้ช่วยระดับสูงของทำเนียบขาว ได้โพสต์ภาพแผนที่กรีนแลนด์ที่ถูกคลุมด้วยธงชาติสหรัฐ ลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมคำบรรยายเพียงคำเดียวว่า "SOON" (เร็ว ๆ นี้) เพียงไม่นานหลังจากสหรัฐใช้ปฎิบัติการทางทหารในการบุกเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมตัวนายมาดูโรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา