รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉุกเฉินเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากสงครามในอิหร่านได้ขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุระดับ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล และเป็นเหตุให้เกิดการเทขายหุ้นในตลาดเอเชีย
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ณ กรุงริยาด ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (9 มี.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉุกเฉิน ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว ได้รับคำสั่งให้เดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางทหาร การก่อการร้าย รวมถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากเยเมนและอิหร่าน ซึ่งถือเป็นคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เดินทางกลับครั้งแรกที่สหรัฐฯ ประกาศใช้ในซาอุดีอาระเบีย นับตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านได้ประกาศแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน หลังจากคาเมเนอีได้เสียชีวิตจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยการแต่งตั้งโมจตาบามีเป้าหมายที่จะกระชับอำนาจการควบคุมกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) และกลุ่มอื่น ๆ ที่มีแนวทางที่แข็งกร้าว
ก่อนหน้านี้ อิสราเอลเตือนว่าผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากคาเมเนอีไม่ว่าใครก็ตามจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าผู้นำคนใหม่ของอิหร่านจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน หากการตัดสินใจเลือกผู้นำนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากเขา
สื่อรายงานว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาส่งกองกำลังพิเศษภาคพื้นดินเพื่อบุกยึดยูเรเนียมของอิหร่านที่มีความเข้มข้นเกือบถึงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามตรวจสอบตำแหน่งของคลังเก็บยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะสูงดังกล่าว
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 24 ดอลลาร์ หรือ 26.5% แตะที่ระดับ 114.9 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากมีรายงานว่าผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลางต่างปรับลดกำลังการผลิต เนื่องจากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลก ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติลง