อิบราฮิม ตราโอเร ผู้นำรัฐบาลทหารบูร์กินาฟาโซที่ก้าวสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารเมื่อเดือนก.ย. 2565 ประกาศกร้าวต่อหน้าสื่อมวลชนว่า "ประชาชนควรลืมเรื่องประชาธิปไตยไปได้แล้ว" พร้อมอ้างว่า "ประชาธิปไตยมีแต่จะเข่นฆ่าผู้คน" โดยท่าทีล่าสุดนี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเขากำลังปูทางสืบทอดอำนาจในระยะยาว
ระหว่างรายการพบปะสื่อมวลชนที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 เม.ย.) ตราโอเรตอบข้อซักถามเรื่องกำหนดการเลือกตั้งว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอื่นมากกว่า
"ประชาชนต้องเลิกคิดเรื่องประชาธิปไตยได้แล้ว เราต้องยอมรับความจริงว่าประชาธิปไตยไม่เหมาะกับประเทศเรา" ตราโอเรกล่าว พร้อมยกกรณีของประเทศลิเบียเป็นตัวอย่างความพยายามของบุคคลภายนอกที่เข้าไป "ยัดเยียดประชาธิปไตย" ให้ ก่อนจะย้ำว่าสิ่งนี้คือสาเหตุที่ทำให้ผู้คนล้มตาย
เดิมทีรัฐบาลทหารชุดนี้เคยให้คำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งภายในปี 2567 แต่หนึ่งปีให้หลังจากการยึดอำนาจ ตราโอเรกลับพลิกลิ้นว่าจะไม่มีการเลือกตั้งใด ๆ จนกว่าประเทศจะปลอดภัยพอให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิได้ ขณะที่ประเทศแห่งนี้ต้องเผชิญหน้าและปราบปรามความไม่สงบจากกลุ่มติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรง ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอัลกออิดะห์และกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) มายาวนานกว่าทศวรรษ
เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารได้สั่งยุบพรรคการเมืองทั้งหมดในประเทศ หลังจากสั่งระงับกิจกรรมทางการเมืองมาแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งที่ก่อนเกิดรัฐประหาร บูร์กินาฟาโซเคยมีพรรคการเมืองจดทะเบียนกว่า 100 พรรค โดยมี 15 พรรคที่กวาดที่นั่งในสภาจากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2563
ขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาลีและไนเจอร์ที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร ต่างก็ดำเนินรอยตามด้วยการสั่งยุบพรรคการเมืองเช่นเดียวกัน
อนึ่ง ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ปัญหาความไม่สงบจากกลุ่มติดอาวุธในทั้งสามประเทศได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน และบีบให้ประชาชนหลายล้านคนต้องทิ้งถิ่นฐาน อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดจากองค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์เมื่อวันพฤหัสบดีระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา กองทัพบูร์กินาฟาโซและกองกำลังพันธมิตรกลับเป็นฝ่ายลงมือสังหารพลเรือนเสียเอง โดยมีตัวเลขสูงกว่ายอดผู้เสียชีวิตด้วยน้ำมือของกลุ่มติดอาวุธถึงกว่าสองเท่า