องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ (Met Office) เปิดเผยรายงานในวันนี้ (28 พ.ค.) คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในช่วงปี 2569-2573 จะอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภูมิภาคอาร์กติกมีแนวโน้มร้อนขึ้นเร็วกว่าพื้นที่อื่นของโลก
รายงานระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยใกล้พื้นผิวโลกรายปีในช่วงดังกล่าวอาจสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม (ปี 2393-2443) ราว 1.3-1.9 องศาเซลเซียส และมีความเป็นไปได้สูงที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสเหนือยุคก่อนอุตสาหกรรมเป็นการชั่วคราวในอย่างน้อยหนึ่งปีของช่วงปี 2569-2573 นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีหนึ่งปีในช่วงเวลาเดียวกันที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงทำลายสถิติปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่อุณหภูมิโลกเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียส
ดร. เมลิสซา ซีบรูก นักวิทยาศาสตร์การวิจัยจาก Met Office ระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าโลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่อุณหภูมิทะลุระดับ 1.5 องศาเป็นการชั่วคราวไม่ได้หมายความว่าความตกลงปารีสปี 2558 ล้มเหลว เนื่องจากเป้าหมายดังกล่าวอิงค่าเฉลี่ยระยะยาว 20 ปี ไม่ใช่การวัดเพียงปีเดียว แต่เมื่อโลกเข้าใกล้ระดับดังกล่าว โอกาสที่จะทะลุขีดจำกัดบ่อยขึ้นก็มีสูงตามไปด้วย
รายงานยังระบุว่า อุณหภูมิฤดูหนาวในอาร์กติกช่วง 5 ปีข้างหน้าอาจเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกมากกว่า 3.5 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 25342563 ราว 2.8 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกบริเวณทะเลแบเรนตส์ ทะเลเบริง และทะเลโอค็อตสค์ มีแนวโน้มละลายในช่วงเดือนมี.ค. ตลอดครึ่งทศวรรษหน้า
ดร. ซีบรูกเตือนด้วยว่า ภาวะโลกร้อนในอาร์กติกอาจส่งผลกระทบต่อระบบสภาพอากาศ และทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ตอนเหนือของโลก
ขณะเดียวกัน ซีกโลกเหนือมีแนวโน้มเผชิญสภาพอากาศที่เปียกชื้นขึ้นในช่วงฤดูหนาวตลอด 5 ปีข้างหน้า รวมถึงจะมีช่วงที่ฝนตกชุกในยุโรปเหนือ อะแลสกา ไซบีเรีย และภูมิภาคซาเฮลระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ย. ในทางตรงข้าม ลุ่มน้ำแอมะซอนจะเผชิญสภาพอากาศแห้งแล้งในช่วงฤดูกาลนี้
ทั้งนี้ ดร. ซีบรูกคาดว่าอาจเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงในช่วงฤดูหนาวปี 2569 และอาจต่อเนื่องถึงปี 2570 ซึ่งจะผลักดันให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิก