สตาร์บัคส์ (Starbucks) เปิดเผยในวันนี้ (15 มิ.ย.) ว่า ร้านสตาร์บัคส์ทั่วเกาหลีใต้จะปิดให้บริการเป็นเวลาครึ่งวันในสัปดาห์หน้า เพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรมด้านประวัติศาสตร์ หลังจากที่แคมเปญส่งเสริมการขายเกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง
สตาร์บัคส์เกาหลีใต้ ซึ่งมีสาขามากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสาธารณชนในเดือนพ.ค. หลังแคมเปญ "Tank Day" (วันรถถัง) ซึ่งเป็นแคมเปญแจกแก้วเครื่องดื่มที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ได้เชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์รุนแรงที่กองทัพใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างนองเลือดในปี 2523
วันที่จัดแคมเปญดังกล่าวตรงกับวันที่ 18 พ.ค. ซึ่งเป็นวันครบรอบ 46 ปีของเหตุการณ์ลุกฮือที่เมืองควังจู โดยยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนตามรายงานอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 165 ราย ทว่าประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้อย่างมาก
ทั้งนี้ เกาหลีใต้ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของสตาร์บัคส์ รองจากสหรัฐฯ และจีน
ภายหลังเหตุการณ์อื้อฉาวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชินเซเก กรุ๊ป (Shinsegae Group) ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการแบรนด์สตาร์บัคส์ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ ได้สั่งปลดประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำเกาหลีใต้ทันที พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่อสาธารณชน
ชินเซเกเปิดเผยวันนี้ว่า พนักงานทุกคนที่ประจำอยู่ในสาขาของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ "จะเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนทางสังคมผ่านการรับชมสื่อวิดีโอ" โดยร้านสาขาทั่วประเทศจะปิดให้บริการเป็นเวลา 3 ชั่วโมงในเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นในวันที่ 22 มิ.ย. เพื่อดำเนินการฝึกอบรมและจะไม่เปิดให้บริการต่อในวันดังกล่าว ซึ่งนับเป็นการปิดบริการพร้อมกันทั่วประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สตาร์บัคส์เริ่มเปิดดำเนินกิจการในเกาหลีใต้เมื่อปี 2542
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของชินเซเกเผยว่า มีเพียงร้านสาขาจำนวนไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ตั้งอยู่ภายในสนามบินที่จะได้รับการยกเว้น
ทั้งนี้ ทางกลุ่มบริษัทระบุว่า ได้ตรวจพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายความประมาทเลินเล่อหลายประการที่นำไปสู่การจัดโปรโมชันดังกล่าว รวมถึงการที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเซ็นอนุมัติโครงการโดยไม่ได้ตรวจสอบไฟล์การออกแบบอย่างถี่ถ้วน
นอกจากนี้ แคมเปญดังกล่าวยังไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบทางกฎหมายอีกด้วย
ผู้ดำเนินงานระบุว่า ประเด็นอื้อฉาวดังกล่าวซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดการประท้วงทั้งในกรุงโซลและเมืองควังจู ได้ส่งผลให้ "ยอดขายลดลงอย่างรุนแรง" ในช่วงวันแรก ๆ ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ท่ามกลางกระแสต่อต้านที่ทวีความรุนแรง ประธานาธิบดีอี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ ได้ออกมาแสดงความเดือดดาลผ่านเอ็กซ์ (X) โดยระบุว่า "รู้สึกไม่พอใจต่อพฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมและน่าอับอายเช่นนี้"