In Focusไวรัสนิปาห์รีเทิร์น นานาประเทศคุมเข้มหวั่นซ้ำรอยโควิด เปิดความหวังวัคซีน-ยารักษา

ข่าวต่างประเทศ Wednesday January 28, 2026 13:55 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ประเด็นเรื่องโรคระบาดได้กลับมาเป็นที่จับตาจากทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อไวรัสร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงลิ่วกลับมาแพร่ระบาดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น โดยเมื่อไม่นานมานี้ เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสนิปาห์ (Nipah) ในรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ซึ่งเบื้องต้นมีรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าพบผู้ติดเชื้อ 5 ราย ก่อนทางการอินเดียได้ออกมายืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการเหลือ 2 ราย พร้อมสั่งกักตัวกลุ่มเสี่ยงเป็นหลักร้อยเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดในวงกว้าง

เหตุการณ์นี้มีศูนย์กลางอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองบาราซัต ใกล้กับเมืองโกลกาตา โดยผู้ติดเชื้อเป็นบุคลากรทางการแพทย์ จนก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการแพร่เชื้อภายในโรงพยาบาลท่ามกลางชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น เพราะกลัวว่าสถานการณ์อาจจะรุนแรงซ้ำรอยโควิด-19

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ป่วยรายแรก (Index Case) อาจเป็นคนไข้ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ด้วยอาการทางเดินหายใจรุนแรง แต่ขณะนั้นยังไม่มีการตรวจยืนยันโรคที่ชัดเจน โดยการระบาดในครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาของไวรัสนิปาห์ครั้งแรกในรอบ 19 ปี ในรัฐเวสต์เบงกอล

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้น กระทรวงสาธารณสุขอินเดียเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ว่า นับตั้งแต่เดือนธ.ค.ที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันผลในรัฐเวสต์เบงกอลแล้ว 2 ราย ซึ่งมีรายงานว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดจำนวน 196 รายมาตรวจหาเชื้อ ซึ่งผลออกมาเป็นลบทั้งหมด

สำหรับไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อที่สามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตในระดับที่สูงมาก ตั้งแต่ 40% ไปจนถึง 75% เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยาที่ใช้สำหรับการรักษาอาการติดเชื้อชนิดนี้โดยเฉพาะ

*ภัยเงียบที่ WHO ยกเป็นโรคอันตราย ชี้เสี่ยงสมองอักเสบ-ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน พาหะตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์คือค้างคาวกินผลไม้ โดยเฉพาะค้างคาวแม่ไก่ (Pteropus) เชื้อไวรัสจะอาศัยอยู่ในตัวค้างคาวโดยที่ค้างคาวไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถแพร่เชื้อผ่านสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ นอกจากนี้ ยังสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อได้

ด้วยอันตรายและโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดใหญ่ ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์อยู่ในกลุ่ม 10 โรคที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด เทียบเท่ากับโรคโควิด-19 และไวรัสซิกา

โดยปกติแล้ว เชื้อไวรัสนิปาห์จะมีระยะฟักตัวประมาณ 4 ถึง 14 วัน ซึ่งผู้ได้รับเชื้ออาจแสดงอาการแตกต่างกันไป หรือในบางรายอาจไม่แสดงอาการเลยในช่วงแรก

สำหรับอาการที่ต้องเฝ้าระวังมีทั้งอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน และเจ็บคอ ในบางกรณีอาจมีอาการง่วงซึมผิดปกติ ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และปอดบวม ส่วนในรายที่อาการหนักอาจเกิดโรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่น่ากังวลที่สุดคือ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติยาหรือวัคซีนชนิดใดที่สามารถรักษาหรือป้องกันไวรัสนิปาห์ได้โดยตรง

*ย้อนรอยนิปาห์ จากวิกฤตมาเลเซีย สู่การแพร่ระบาดซ้ำซากในเอเชียใต้

ไวรัสนิปาห์ถูกตรวจพบครั้งแรกเมื่อปี 2541 ในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในประเทศมาเลเซีย ก่อนจะลามไปถึงสิงคโปร์ โดยชื่อนิปาห์นั้นถูกตั้งตามชื่อหมู่บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด

วิกฤตครั้งนั้นรุนแรงจนคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 ราย และทางการต้องตัดสินใจทำลายสุกรกว่า 1 ล้านตัวเพื่อตัดวงจรเชื้อ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในขณะนั้น

สำหรับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บังกลาเทศถือเป็นพื้นที่ที่รับศึกหนัก โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 100 ราย นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

ขณะที่อินเดียเองก็เผชิญการระบาดมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในรัฐเวสต์เบงกอลที่เคยพบผู้ติดเชื้อในปี 2544 และ 2550 แต่ในช่วงหลังมานี้รัฐเกรละทางตอนใต้ก็เกิดการระบาดหนัก โดยในปี 2561 มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 17 ราย จากผู้ติดเชื้อ 19 ราย และล่าสุดในปี 2566 พบผู้ติดเชื้อ 6 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เสียชีวิตไป 2 ราย

*เอเชียตื่นตัว ไทย-เนปาล คุมเข้มสนามบิน ขณะไต้หวันจ่อเลื่อนชั้นนิปาห์เป็นโรคคุมเข้มสูงสุด

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียเปิดเผยว่า หลังจากยืนยันพบผู้ติดเชื้อในรัฐเวสต์เบงกอล เจ้าหน้าที่ได้เร่งแกะรอยและเฝ้าระวังกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างละเอียด ซึ่งผลตรวจล่าสุดยังไม่พบผู้แสดงอาการผิดปกติ โดยยืนยันว่าสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้การควบคุมและได้บังคับใช้มาตรการทางสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบแล้ว

แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบการแพร่ระบาดนอกอินเดีย แต่หลายประเทศเริ่มขยับตัวรับมืออย่างใกล้ชิด รวมถึงไทยที่เริ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ 3 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ที่มีเที่ยวบินตรงจากรัฐเวสต์เบงกอล โดยผู้โดยสารกลุ่มนี้ต้องกรอกเอกสารสำแดงสุขภาพทุกคน ทั้งยังได้สั่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน

ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านของอินเดียอย่างเนปาลนั้น ได้เริ่มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางทั้งที่สนามบินในกรุงกาฐมาณฑุและด่านชายแดนทางบกที่ติดกับอินเดีย ขณะที่ไต้หวันได้เสนอให้ยกระดับไวรัสนิปาห์เป็นโรคประเภทที่ 5 ซึ่งเป็นกลุ่มโรคอุบัติใหม่ที่มีความเสี่ยงต่อสาธารณสุขสูงที่สุด โดยกำหนดให้ต้องรายงานสถานการณ์ทันทีและใช้มาตรการควบคุมขั้นสูงสุด

*สำรวจแนวทางรักษานิปาห์ เมื่อโลกยังไร้วัคซีน การวินิจฉัยไวคือหัวใจสำคัญของการรอดชีวิต

การตรวจพบเชื้อในรัฐเวสต์เบงกอลครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะนี่คือการกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในรอบ 19 ปี หลังจากที่ห่างหายไปจากพื้นที่นี้นับตั้งแต่ปี 2550 แม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรามักจะเห็นข่าวการระบาดกระจุกตัวอยู่ที่รัฐเกรละทางตอนใต้เป็นหลัก แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไวรัสชนิดนี้สามารถกลับมารีเทิร์นในพื้นที่เดิมได้อย่างไม่คาดคิด

ทางการอินเดียได้ออกประกาศขอให้ประชาชนตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนให้ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนเชื่อข่าวลือ และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบันทั่วโลกยังไม่มีการรับรองตัวยาต้านไวรัสหรือวัคซีนไวรัสนิปาห์โดยเฉพาะ แนวทางการรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ เพื่อประคองระบบการทำงานของร่างกายและป้องกันโรคแทรกซ้อนเป็นหลัก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หัวใจสำคัญของการรักษาคือการเฝ้าสังเกตอาการทางระบบประสาทอย่างใกล้ชิด เพื่อคอยประเมินภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการชักหรือภาวะโคม่า ซึ่งหากตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที ก็จะช่วยลดโอกาสเสียชีวิตลงได้มาก นอกจากนี้ สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะสกัดกั้นการแพร่ระบาดใหญ่ได้หรือไม่ คือความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง การให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และความรวดเร็วในการรับมือของเจ้าหน้าที่

ที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยาต้านไวรัสอยู่บ้าง แต่ทำได้ยาก เพราะไวรัสชนิดนี้ต้องถูกทดลองในห้องปฏิบัติการที่มีระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากทุกฝ่ายกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เชื้ออาจรั่วไหลออกสู่ชุมชน

นอกจากนี้ กรณีการระบาดในสิงคโปร์เมื่อปี 2542 นั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีผลการรักษาที่ออกมาดีมาก เพราะได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและมีการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้แพทย์สามารถสกัดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ทันเวลา

*ความหวังวัคซีนนิปาห์ จากห้องแล็บสู่การทดสอบเฟส 2 ครั้งแรกของโลกในบังกลาเทศ

WHO ยกให้ไวรัสนิปาห์เป็นภารกิจเร่งด่วนในการพัฒนาวัคซีนต้นแบบ โดยต้องย้ำอีกครั้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาชนิดใดที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี การทดลองทางคลินิกกำลังเดินหน้าไปอย่างก้าวกระโดด

หนึ่งในวัคซีนที่น่าจับตามองคือ ChAdOx1 NipahB ผลงานการพัฒนาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเริ่มทดลองทางคลินิกเฟส 2 ครั้งแรกของโลกในบังกลาเทศไปเมื่อเดือนธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากผลการทดลองเฟส 1 ในปี 2567 ที่ยืนยันได้ถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพในแง่ปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียยังได้จับมือกับออกซ์ฟอร์ดและพันธมิตรระดับโลกอย่าง CEPI เพื่อเตรียมผลิตวัคซีน ChAdOx1 NipahB รุ่นทดลองนี้สำรองไว้ถึง 100,000 โดส ซึ่งจะกลายเป็นคลังสำรองวัคซีนนิปาห์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อใช้รับมือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

*ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ วิจัยจีนพบยาต้านโควิด VV116 มีฤทธิ์สยบไวรัสนิปาห์ได้

ทีมนักวิจัยจีนค้นพบความหวังใหม่ในการต่อสู้กับไวรัสนิปาห์ โดยผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า ยาต้านไวรัสชนิดกินที่มีการใช้งานอยู่แล้วอย่าง VV116 มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อชนิดนี้ได้อย่างน่าทึ่ง

ยาตัวนี้ไม่ใช่ยาใหม่แกะกล่อง แต่เป็นยาที่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาโควิด-19 ในจีนและอุซเบกิสถานอยู่แล้ว โดยงานวิจัยเปิดเผยว่า ยา VV116 ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสนิปาห์ในห้องปฏิบัติการและช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในการทดลองกับสัตว์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

จากการศึกษาพบว่ายา VV116 โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในการยับยั้งไวรัสนิปาห์สายพันธุ์หลัก ทั้งสายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังกลาเทศที่รุนแรงกว่า โดยตัวยาจะพุ่งเป้าไปจัดการกับเอนไซม์ฟันเฟืองหลักที่ไวรัสใช้ในการก๊อปปี้ตัวเอง ส่งผลให้วงจรการแพร่พันธุ์ของเชื้อถูกตัดขาดตั้งแต่ในระดับโมเลกุล

ในการทดลองกับแฮมสเตอร์สีทองที่ติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตนั้น การให้ยา VV116 ทางปากในโดสที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตแตะหลัก 66.7% นอกจากนี้ ปริมาณเชื้อในสมอง ปอด และม้าม ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นทางลัดสู่การใช้งานจริงได้ เพราะการที่ยาตัวนี้เคยได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโควิด-19 ในมนุษย์มาแล้ว ทำให้มีข้อมูลเรื่องความปลอดภัยอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยเร่งสปีดในการนำมาใช้รับมือกับนิปาห์ได้เร็วกว่าการเริ่มนับหนึ่งใหม่ นอกจากใช้เพื่อรักษาแล้ว นักวิจัยยังมองไปถึงการใช้ VV116 เป็นเกราะป้องกันสำหรับคนด่านหน้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ หรือแม้แต่คนในชุมชนที่กำลังมีการระบาด เพื่อช่วยสกัดการติดเชื้อก่อนที่จะลุกลาม

*WHO มั่นใจ ความเสี่ยงนิปาห์ลามทั่วโลกยังต่ำ มองอินเดียรับมือได้ดี

WHO เปิดเผยผ่านอีเมลกับสื่อจีนอย่างโกลบอล ไทม์ส (Global Times) ว่า ความเสี่ยงที่ไวรัสนิปาห์จะเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างออกไปนอกพื้นที่นั้นยังอยู่ในระดับต่ำ และปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่าเชื้อมีการแพร่จากคนสู่คนเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของ WHO ระบุว่า อินเดียมีประสบการณ์และศักยภาพเพียงพอในการรับมือกับโรคนี้ ดังที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต ซึ่งขณะนี้ทีมสาธารณสุขทั้งระดับประเทศและระดับรัฐกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม WHO ยอมรับว่า ยังไม่ทราบที่มาของการติดเชื้อที่แน่ชัดในรอบนี้ พร้อมเตือนว่าอาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากค้างคาวที่เป็นพาหะของไวรัสนิปาห์กระจายตัวอยู่ทั่วไปในหลายพื้นที่ของอินเดียและบังกลาเทศ WHO จึงเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ถึงความเสี่ยงของการติดเชื้อ โดยเฉพาะการดื่มน้ำตาลสดจากต้นอินทผลัมที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก ซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนและเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนติดเชื้อในภูมิภาคนี้

การกลับมาของไวรัสนิปาห์ในรัฐเวสต์เบงกอลในรอบเกือบสองทศวรรษนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนให้โลกต้องตื่นตัว หลังจากที่เคยปรากฏให้เห็นในช่วงโควิด-19 มาแล้ว แม้ในวันนี้เราจะยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่รับรองผลอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าทั้งจากการทดลองวัคซีนใหม่และศักยภาพของยาเดิมที่น่าจะนำไปต่อยอดได้ ก็แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติกำลังขยับเข้าใกล้ชัยชนะเหนือไวรัสอันตรายชนิดนี้ไปอีกขั้น

สำหรับประเทศไทย แม้ความเสี่ยงในภาพรวมจะยังอยู่ในระดับต่ำตามการประเมินของ WHO แต่การยกระดับมาตรการคัดกรองและการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้คือความรวดเร็วในการวินิจฉัยและความโปร่งใสของข้อมูล ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสามารถหยุดยั้งไวรัสร้ายนี้ไม่ให้ซ้ำรอยวิกฤตการณ์ในอดีตได้สำเร็จหรือไม่

ในระหว่างที่รอคอยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะมาเป็นคำตอบสุดท้าย การรักษาสุขอนามัย การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จึงยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างมั่นใจ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ