ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เดินหน้าเข้าสู่สัปดาห์ที่สองโดยยังไม่มีสัญญาณของการสงบศึก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดว่า สหรัฐฯ จะไม่เปิดการเจรจาใด ๆ และจะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่ากองทัพและผู้นำอิหร่านจะหมดอำนาจ ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดตายช่องแคบฮอร์มุซ ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ รอบอ่าวเปอร์เซีย และโจมตีโครงสร้างพลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี พร้อมแต่งตั้งโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิต ขึ้นนั่งแท่นรับไม้ต่อ
In Focus สัปดาห์นี้จึงขอพาผู้อ่านไปประมวลสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้น ตั้งแต่สมรภูมิในอิหร่านและรอบอ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงผลกระทบต่อตลาดพลังงาน พร้อมเปิด 3 ฉากทัศน์ที่คาดการณ์คำตอบว่า สงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร
*ทรัมป์ปิดประตูเจรจา เดินหน้าถล่มอิหร่านจนสิ้นฤทธิ์
"สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักจนไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก รวมถึงประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือ" นี่คือถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ซึ่งสะท้อนอุณหภูมิสงครามที่ยังร้อนระอุ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีต่ออิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
โดยทรัมป์ระบุว่า สงครามจะยุติลงก็ต่อเมื่ออิหร่านหมดขีดความสามารถในการใช้อาวุธโจมตีสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตร พร้อมอ้างว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายกำลังทางทหารของอิหร่านไปแล้วจำนวนมาก รวมถึงระบบกองทัพอากาศและระบบป้องกันภัยทางอากาศ
ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 7 มี.ค. ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ ไม่มีแผนที่จะกลับไปเจรจากับอิหร่านอีก และจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่ากองทัพและผู้นำอิหร่านจะหมดอำนาจ พร้อมย้ำว่า หากผู้นำถูกสังหารและกองทัพถูกทำลาย การเจรจาก็จะกลายเป็นเรื่องไม่จำเป็น
ด้านพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม เผยเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ว่า สหรัฐฯ จะส่งเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ ทำลายคลังขีปนาวุธและขีดความสามารถในการผลิต ทำลายกองทัพเรืออิหร่าน และป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร พร้อมทิ้งท้ายว่า อิหร่านกำลังสู้อยู่เพียงลำพัง และกำลังพ่ายแพ้อย่างหนัก
*สหรัฐฯ-อิสราเอล ยกระดับถล่มอิหร่าน
สหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ภายในอิหร่านอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และฐานทัพสำคัญทั่วประเทศในช่วงแรก เพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่าน
พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วง 10 วันแรกของการใช้ปฏิบัติการทางทหาร สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วมากกว่า 5,000 เป้าหมาย รวมทั้งเรือรบมากกว่า 50 ลำ พร้อมย้ำว่าอิหร่านไม่ได้มีศักยภาพทางทหารมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ปฏิบัติการครั้งนี้ยังครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมอาวุธ ทั้งโรงงานผลิตและคลังขีปนาวุธ โดรน รวมถึงโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ (Natanz) เพื่อสกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ขณะที่อิสราเอลขยายเป้าหมายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ด้วยการระดมโจมตีคลังเก็บเชื้อเพลิงในกรุงเตหะรานและเมืองอื่น ๆ เมื่อคืนวันที่ 7 มี.ค. โดยอ้างว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงและสารพิษอันตรายรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศ
ด้าน อามีร์ ซาอีด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ ระบุว่า การสู้รบที่ยืดเยื้อส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 1,300 ราย และสถานที่พลเรือน 9,669 แห่งถูกทำลาย ประกอบด้วยบ้านพักอาศัย 7,943 หลัง ศูนย์การค้าและบริการ 1,617 แห่ง สถานพยาบาลและร้านขายยา 32 แห่ง โรงเรียนและสถาบันการศึกษา 65 แห่ง และอาคารเสี้ยววงเดือนแดง 13 แห่ง
*อิหร่านสู้ยิบตา เปิดแนวรบรอบทิศ
นับตั้งแต่วันแรกของความขัดแย้ง อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ รอบอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง ทั้งฐานทัพอากาศในคูเวต บาห์เรน และกาตาร์ รวมถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ในอิสราเอล เพื่อจำกัดขีดความสามารถในการโจมตีทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม
นอกเหนือจากเป้าหมายทางทหาร อิหร่านยังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังก๊าซในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย พร้อมประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีครั้งนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างความเสียหายในภูมิภาค แต่มุ่งส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพลังงานโลกโดยตรง
ขณะเดียวกัน อิหร่านยังขยายขอบเขตการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ทั้งสนามบินนานาชาติดูไบและอาบูดาบี ท่าเรือขนส่งสินค้า และโรงแรม เพื่อกดดันระบบเศรษฐกิจและการขนส่งระหว่างประเทศ
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ประกาศปิดประตูเจรจากับสหรัฐฯ และประกาศพร้อมดำเนินการโจมตีต่อ หากมีความจำเป็น สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำอิหร่านยังไม่มีทีท่าจะถอย
ต่อมาในวันที่ 10 มี.ค. โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ย้ำว่าจะไม่ยอมให้น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียวถูกส่งออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ตราบใดที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านอยู่
*อิหร่านชูไพ่ตาย ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีเมื่อวันที่ 29 ก.พ. แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันในภายหลังว่าไม่ได้สั่งปิดอย่างเป็นทางการ แต่การที่เรือขนส่งเอกชนถูกยิงสกัดทำให้เส้นทางดังกล่าวถูกปิดไปโดยปริยาย
ความตึงเครียดยกระดับขึ้นเมื่อ IRGC ประกาศเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ว่าจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบ พร้อมขู่เผาเรือทุกลำที่ฝ่าฝืนคำสั่ง และในวันที่ 5 มี.ค. กองทัพเรือ IRGC ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ บริเวณตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซียจนเกิดเพลิงไหม้
เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องรับความเสี่ยงเอง ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าการโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สอดคล้องกับถ้อยแถลงของอาลีเรซา ทังสีรี ผู้บัญชาการกองทัพเรือ IRGC ที่ขู่ว่า อิหร่านจะใช้ขีปนาวุธและเรือดำน้ำสกัดกองเรือของสหรัฐฯ และพันธมิตรไม่ให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านเส้นทางนี้ราว 20% ของการค้าพลังงานโลก การหยุดชะงักแม้เพียงบางส่วนจึงส่งแรงกระเพื่อมไปถึงตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และค่าประกันภัยทางทะเลทั่วโลก
*อิสราเอลขยายแนวรบ บุกถล่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
การสู้รบขยายวงกว้าง โดยนอกจากถล่มอิหร่านแล้ว กองทัพอิสราเอลยังได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในเลบานอนเมื่อวันที่ 2 มี.ค. พุ่งเป้าไปที่เขตชานเมืองทางใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน เพื่อตอบโต้หลังจากกลุ่มติดอาวุธระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล หวังแก้แค้นกรณีการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ความขัดแย้งบานปลายอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 3 มี.ค. อิสราเอลตัดสินใจขยายปฏิบัติการสู่ภาคพื้นดิน โดยส่งกำลังทหารข้ามพรมแดนเข้าปักหลักในเลบานอนตอนใต้หลายจุด ขณะเดียวกันยังโจมตีทางอากาศเข้าไปถึงใจกลางกรุงเบรุตเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งสำคัญ
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยเมื่อวัน 8 มี.ค. ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. พุ่งขึ้นแตะ 394 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 83 คน ผู้หญิง 42 คน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย 9 คน ขณะที่มีประชาชนมากกว่าครึ่งล้านคนต้องอพยพหนีตายออกจากพื้นที่
นอกจากนี้ อิสราเอลยังตัดแหล่งเงินทุนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ด้วยการโจมตีสถาบันการเงิน อัลคาร์ด อัลฮัสซัน (Al-Qard Al-Hassan) เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ซึ่งทางกลุ่มใช้เป็นช่องทางระดมทุนจัดหาอาวุธและจ่ายค่าตอบแทนแก่เหล่านักรบ
*กลุ่มผู้นำอิหร่านส่อแววแตกแถว
หลังสูญเสียผู้นำระดับสูงจำนวนมาก รวมถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด อิหร่านได้จัดตั้งคณะผู้นำชั่วคราวประกอบด้วยประธานาธิบดี ประธานฝ่ายตุลาการ และนักนิติศาสตร์จากสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจของผู้นำสูงสุดจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคนใหม่
สัญญาณความขัดแย้งภายในปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 7 มี.ค. หลังประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ออกมาขอโทษประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารของอิหร่าน พร้อมประกาศยุติการโจมตีประเทศเหล่านั้นชั่วคราว เว้นแต่อิหร่านจะถูกโจมตีก่อน
กลุ่มสายแข็งออกมาวิจารณ์คำขอโทษของเปเซชเคียนว่าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ และเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา อิหร่านกลับเปิดฉากโจมตีประเทศในอ่าวอาหรับอีกครั้ง รวมถึงส่งโดรนถล่มสนามบินดูไบ
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความเป็นไปได้ว่าเกิดความสับสนในระบบการสั่งการ หรืออาจมีความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้นำระดับสูง โดยบางหน่วยกำลังอาจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะผู้นำชั่วคราวก็เป็นได้
*โมจตาบา คาเมเนอี นั่งผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่
สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านประกาศเลือก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนที่สามของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน หลังได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเด็ดขาดจากสมาชิกสภาฯ โดยไม่แยแสต่อคำประกาศของทรัมป์ที่ยืนกรานว่าสหรัฐฯ ต้องมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำ
โมจตาบา นักบวชนิกายชีอะห์วัย 56 ปี มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ IRGC และเครือข่ายธุรกิจในอิหร่าน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการคัดค้านกลุ่มปฏิรูปที่พยายามเปิดประตูสู่ชาติตะวันตกในช่วงวิกฤตนิวเคลียร์ ทำให้เขามีอิทธิพลต่อกลไกทางการเมืองและความมั่นคงของประเทศมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งครั้งนี้เผชิญเสียงคัดค้านจากหลายทิศทาง ทั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมทางศาสนาเนื่องจากเขาไม่มีสถานะทางนิติศาสตร์อิสลามในระดับสูงเพียงพอ รวมถึงโมจตาบาแทบไม่เคยกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณะ หรือดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความกังวลต่อแนวคิดเรื่อง "การสืบทอดอำนาจทางสายเลือด" โดยเกรงว่าจะทำให้ระบบการปกครองของอิหร่านมีลักษณะคล้ายกับราชวงศ์หรือระบอบกษัตริย์ที่ถูกโค่นล้มไปก่อนหน้านี้
*ชาติอ่าวอาหรับไม่พอใจ หลังถูกลากเข้าสู่สงคราม
กระแสความไม่พอใจพุ่งสูงขึ้นทั่วภูมิภาค หลังอิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนนับร้อยลำกระจายโจมตี จนเลขาธิการสันนิบาตอาหรับออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการกระทำที่ "ไร้สติ" และไม่อาจหาข้ออ้างใดมาสร้างความชอบธรรมได้
แม้ยังไม่มีประเทศใดนอกจากสหรัฐฯ และอิสราเอลประกาศเข้าร่วมโจมตีอิหร่าน แต่หลายประเทศในอ่าวอาหรับรายงานว่าสามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านที่บุกรุกน่านฟ้าได้ แม้บางพื้นที่จะไม่มีฐานทัพของสหรัฐฯ ประจำอยู่ก็ตาม
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ต่างประกาศชัดว่าจะไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้พื้นที่ทางอากาศหรือดินแดนของตนโจมตีอิหร่าน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอ่าวอาหรับ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ กับอิหร่าน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวชีอะห์ มีความตึงเครียดมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้พยายามปรับปรุงความสัมพันธ์กับอิหร่าน และก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นนั้น ทั้งสองประเทศยังต้องการให้อิหร่านบรรลุข้อตกลงทางการทูตกับสหรัฐฯ ผ่านการเจรจาที่มีโอมานเป็นตัวกลางด้วย
*รัสเซีย-จีน วางตัวเป็นกลาง ทิ้งอิหร่านสู้ตามลำพัง
อิหร่านอ้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซียและจีนมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะรัสเซียที่อิหร่านให้การสนับสนุนในสงครามยูเครนอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะได้รับการตอบแทนในยามวิกฤต แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น ทั้งสองชาติกลับให้เพียงการสนับสนุนทางวาจา โดยไม่มีท่าทีช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่รัสเซียและจีนทำมีเพียงการเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยยุติความขัดแย้ง รัสเซียประกาศพร้อมช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ตั้งเงื่อนไขว่าต้องมีข้อตกลงในวงกว้างร่วมกันก่อน ขณะที่จีนแสดงท่าทีในทำนองเดียวกัน พร้อมเตรียมส่งจ้าย จวิน ผู้แทนพิเศษด้านกิจการตะวันออกกลาง เดินทางเยือนภูมิภาคเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ารัสเซียแอบส่งข้อมูลเป้าหมายให้อิหร่านเพื่อใช้โจมตีเรือรบของสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยตรงในการสนทนาทางโทรศัพท์กับปธน.ทรัมป์ โดยยืนยันว่าไม่ได้แบ่งปันข่าวกรองหรือชี้เป้าให้อิหร่านโจมตีเรือรบ เครื่องบิน และฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
*สงครามเขย่าตลาดน้ำมัน ราคาพุ่งทะลุ $100
สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนหนัก โดยราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ก่อนปรับขึ้นต่อเนื่องเกือบแตะระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล
แรงหนุนหลักมาจากผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลางต้องปรับลดกำลังการผลิตชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนสถานที่กักเก็บน้ำมัน และไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ หลังอิหร่านขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันพลิกกลับในวันถัดมา หลังทรัมป์ออกมาประกาศว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และสงครามกับอิหร่านจะสิ้นสุดในเร็ววัน ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. ร่วงกว่า 11.94% ปิดที่ 83.45 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ มี.ค. 2565
นอกจากนี้ ตลาดยังคาดว่าหลายประเทศอาจระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉิน เพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากสงคราม
*นานาชาติเปิดคลังสำรองฉุกเฉิน แก้วิกฤตน้ำมัน
วิกฤตราคาน้ำมันสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลก รัฐบาลหลายประเทศพากันออกมาตรการฉุกเฉินรับมือผลกระทบจากอุปทานที่หยุดชะงัก หลายประเทศคาดว่าจะระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉิน รวมถึงกำหนดเพดานราคาเชื้อเพลิง และลดการใช้พลังงานภายในประเทศ
ญี่ปุ่นสั่งการให้คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติเตรียมพร้อมระบายน้ำมันออกสู่ตลาด เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% โดยราว 70% ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศได้นานถึง 254 วัน ถือเป็นหนึ่งในคลังสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ส่วนเกาหลีใต้เตรียมกำหนดเพดานราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เพื่อป้องกันการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอย่างผิดปกติตามสถานีบริการน้ำมัน พร้อมมองหาแหล่งพลังงานอื่นนอกเหนือจากการลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่เวียดนามเตรียมยกเลิกภาษีนำเข้าเชื้อเพลิงชั่วคราวจนถึงสิ้นเดือนเม.ย. เพื่อรับประกันการจัดหาอุปทานในประเทศ ส่วนบังกลาเทศใช้มาตรการเข้มข้นกว่า ด้วยการปิดมหาวิทยาลัยทุกแห่งและเลื่อนวันหยุดอีฎิ้ลฟิตริให้เร็วขึ้น เพื่อประหยัดไฟฟ้าและเชื้อเพลิง
ในระดับนานาชาติ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เสนอให้ระบายน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์มากกว่า 182 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเป็นการระบายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อบรรเทาราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูง โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะมีขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. และจะดำเนินการทันทีหากไม่มีประเทศสมาชิกคัดค้าน
*วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์จุดจบสงครามอิหร่าน
นักวิเคราะห์และรัฐบาลทั่วโลกต่างพยายามประเมินว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมสถานการณ์ หลายฝ่ายมองว่าผลลัพธ์ของสงครามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำที่คาดเดาได้ยาก ทั้งทรัมป์และโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง
สถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 60% คืออิหร่านถูกควบคุม คล้ายอิรักในยุคทศวรรษ 1990 โดยสหรัฐฯ เปิดทางกองทัพทำภารกิจจนขีดความสามารถทางทหารและอุตสาหกรรมอาวุธของอิหร่านถูกทำลายลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่โครงสร้างทางการเมืองยังคงอยู่ ผลที่ตามมาคืออิหร่านจะยังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรยังคงลาดตระเวนน่านฟ้าเพื่อยับยั้งการฟื้นขีดความสามารถด้านอาวุธ
ส่วนสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ซึ่งมีโอกาส 30% คือทรัมป์ประกาศชัยชนะก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารจะเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้อิหร่านยังคงมีศักยภาพทางทหารและนิวเคลียร์เพียงพอที่จะฟื้นตัวได้ในระยะยาว ภูมิภาคตะวันออกกลางจะยิ่งไร้เสถียรภาพ และสหรัฐฯ อาจต้องพัวพันกับตะวันออกกลางลึกขึ้นกว่าเดิม
สำหรับสถานการณ์ดีที่สุดนั้น ซึ่งมีโอกาสเพียง 10% คือแรงกดดันทางทหารทำให้ระบอบอิหร่านอ่อนแอลงจนประชาชนลุกฮือโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลาม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าแรงกดดันจากภายนอกแทบไม่เคยทำให้ระบอบการปกครองล่มสลายได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีฝ่ายต่อต้านที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบภายในประเทศ
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าสงครามจะจบลงในรูปแบบใด หรือต้องใช้เวลาอีกกี่วัน แต่สิ่งที่ชัดเจนขึ้นทุกวันคือความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียไม่ใช่สงครามที่อยู่ห่างไกล เมื่อช่องแคบที่น้ำมัน 20% ของโลกต้องผ่านกลายเป็นสมรภูมิ ผลกระทบย่อมเดินทางข้ามพรมแดนได้เร็วกว่ากองทัพใด ๆ