การระบาดของเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญ MV Hondius และอีโบลา (Ebola) ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และยูกันดา ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ถือเป็นวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขที่ทั่วโลกกำลังจับตาอยู่ในขณะนี้ เพราะการระบาดของทั้งสองโรคเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางเป็นพิเศษ
In Focus สัปดาห์นี้ขอพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับโรคระบาดทั้งสองชนิดนี้ และสอดส่องความเป็นไปของโลกจากการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัสอันตรายนี้
*รู้จักไวรัสฮันตา อีโบลา
โดยทั่วไปแล้ว ไวรัสฮันตาเป็นเชื้อไวรัสที่จะแพร่กระจายผ่านการสูดดมละอองจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูที่ปนเปื้อน อย่างไรก็ตาม ไวรัสฮันตาที่ระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius ในครั้งนี้เป็นสายพันธุ์ "แอนดีส (Andes)" ที่พบในอเมริกาใต้ ซึ่งหายากและอันตรายเนื่องจากสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ในวงจำกัด โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 40-50%
อาการเริ่มแรกของการติดเชื้อไวรัสฮันตาตามข้อมูลจาก WHO ประกอบด้วย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หนาวสั่น มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และมีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และปวดท้อง ขณะที่ในระยะรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการแน่นหน้าอก ไอ หายใจหอบเหนื่อย เนื่องจากมีน้ำท่วมปอด หรืออาจมีอาการไตวายร่วมด้วย โดยอัตราเสียชีวิตในระยะนี้สูงถึง 38% และในปัจจุบันยังคงไม่มียารักษาสำหรับเชื้อไวรัสชนิดนี้
ขณะเดียวกัน เชื้ออีโบลาเป็นเชื้อไวรัสที่เคยระบาดมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2519 โดยเชื้อไวรัสที่ระบาดในครั้งนี้เป็นสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) และสามารถแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสของเหลวในร่างกายและเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อ ซึ่งอาการสำคัญได้แก่ ปวดศีรษะ อาเจียนเป็นเลือด ปวดกล้ามเนื้อ และมีเลือดออก
*ไทม์ไลน์การระบาดของไวรัสฮันตา
การระบาดของไวรัสฮันตาเกิดขึ้นบนเรือสำราญ MV Hondius ที่ให้บริการโดยบริษัท Oceanwide Expeditions โดยรายงานจากผู้ประกอบการเรือ, WHO และข้อมูลการเดินเรือเปิดเผยว่า เรือลำนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางจากอาร์เจนตินาเพื่อมุ่งหน้าสู่แอนตาร์กติกา ก่อนจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มมีผู้โดยสารและลูกเรือทยอยล้มป่วยทีละคนเริ่มจากชายชาวดัตช์วัย 70 ปีที่เริ่มแสดงอาการป่วย ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในอีกไม่กี่วันต่อมา โดยในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตได้ ต่อมาไม่นาน ภรรยาของเขาที่ป่วยอยู่แล้วก็เริ่มมีอาการทรุดหนักลงและเสียชีวิตเป็นรายถัดมา จากนั้นบนเรือก็เริ่มมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบ 1 เดือนแล้วกว่าที่ผลตรวจของผู้เสียชีวิตคนแรกจะได้รับการยืนยันว่าเกิดจากเชื้อไวรัสฮันตา
ทั้งนี้ สาเหตุที่การตรวจพบล่าช้าเป็นผลมาจากการที่เชื้อไวรัสที่ระบาดเป็นโรคที่พบได้ยาก โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในแอฟริกาใต้รอจนผลตรวจโรคอื่น ๆ ออกมาเป็นลบทั้งหมดแล้ว จึงตัดสินใจตรวจหาเชื้อไวรัสฮันตา ซึ่งกินเวลาถึง 21 วันหลังจากผู้โดยสารคนแรกเสียชีวิต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลูกเรือและผู้โดยสารรวมเกือบ 150 ชีวิตจาก 23 ประเทศ ต้องถูกกักตัวอย่างเคร่งครัด โดยในปัจจุบัน ผู้โดยสารทั้งหมด 122 คนบนเรือสำราญที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา ได้เดินทางลงจากเรือแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. ขณะที่ WHO ยืนยัน ณ วันที่ 12 พ.ค. ว่า มีผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสฮันตา 11 ราย ซึ่งเสียชีวิตแล้ว 3 ราย
*สถานการณ์อีโบลาในคองโก-ยูกันดา
WHO ได้ประกาศให้การระบาดระลอกใหม่ของอีโบลาในคองโกและยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. ก่อนที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ยกระดับการระบาดของไวรัสอีโบลาในคองโกและยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่กระทบต่อความมั่นคงของทั้งทวีปในวันที่ 18 พ.ค. หลังพบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อราว 395 ราย และผู้เสียชีวิต 106 รายในคองโก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตสุขภาพมองกวาลู รวัมปารา และบูเนีย ขณะที่กรุงกัมปาลา เมืองหลวงของยูกันดา พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย และเสียชีวิต 1 ราย
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า เป็นไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน ระบุว่า พบครั้งแรกในยูกันดาเมื่อปี 2550 และปัจจุบันยังคงไม่มีการรับรองวิธีการรักษาหรือวัคซีนสำหรับไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูเกียวนี้
WHO ชี้ว่า แม้สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่เข้าข่ายเกณฑ์ภาวะฉุกเฉินของการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic emergency) แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงกว่าสิ่งที่ตรวจพบและรายงานอยู่ในปัจจุบันอย่างมาก พร้อมทั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่กระจายในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ คองโกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของอีโบลามาแล้วหลายครั้ง โดยวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดทางภาคตะวันออกของประเทศระหว่างปี 2561-2563 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,200 ราย ซึ่งครั้งนั้นได้กระตุ้นให้ WHO ต้องออกประกาศภาวะฉุกเฉินเช่นเดียวกัน
*การระบาดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบาง
คณะกรรมการตรวจสอบความพร้อมระดับโลก (Global Preparedness Monitoring Board - GPMB) ระบุในรายงานที่เผยแพร่ในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค. ว่า การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ความเสียหายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน พร้อมยืนยันว่า โอกาสเกิดการระบาดของโรคนั้นเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสู้รบ ในขณะที่การดำเนินงานร่วมกันกำลังถูกบั่นทอนจากการแบ่งแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และผลประโยชน์ส่วนตนทางการค้า
ขณะเดียวกัน การระบาดของเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกกำลังย่ำแย่ โดยนายแพทย์เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ก็แสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่า "ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการตัดลดงบประมาณช่วยเหลือ เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่ยากลำบาก อันตราย และเต็มไปด้วยความแตกแยก"
*ความหวังในการรักษา
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวโดยเฉพาะ เนื่องจากวัคซีนส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาเพื่อรักษาสายพันธุ์ซาอีร์ (ZEBOV) แต่วัคซีน Ervebo ของบริษัท Merck ซึ่งแต่เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อจัดการกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ซาอีร์อาจช่วยปกป้องผู้รับวัคซีนจากไวรัสสายพันธุ์นี้ได้บ้าง โดย WHO และนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาไวรัสเหล่านี้กำลังถกเถียงกันว่า วัคซีน Ervebo จะสามารถช่วยควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้ได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน เชื้อไวรัสฮันตาเองก็ยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะทาง แต่เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ญี่ปุ่นได้จัดส่งยาอาวีแกน (Avigan) ที่พัฒนาโดยบริษัท Fujifilm Toyama Chemical ให้อังกฤษ เพื่อใช้ในการป้องกันผู้ที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อฮันตาไวรัส แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ายาดังกล่าวสามารถป้องกันการติดเชื้อฮันตาไวรัสในมนุษย์ได้ แต่สถาบันความมั่นคงด้านสุขภาพของญี่ปุ่นระบุว่า ผลการทดลองในหนูแฮมสเตอร์แสดงให้เห็นว่า ยาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพในการรักษา
*ความเคลื่อนไหวในประเทศไทย
แม้ในประเทศไทยจะยังไม่พบการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาและอีโบลา แต่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบ "โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ลำดับที่ 14 และกำหนดให้ต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมงเมื่อพบโรค และสอบสวนโรคใน 12 ชั่วโมง ตลอดจนกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงรวม 42 วัน โดยนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 เน้นย้ำว่า หากผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง และมีอาการไข้สูง หายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็ได้กำชับให้กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าติดตามสถานการณ์การระบาดของอีโบลาอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนกและปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ