กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้ารับกำไร 3 ต่อ จากภาวะตลาดเงินสหรัฐฯ ตึงตัว ให้เป้าดัชนี 1,401 จุด มอง KBANK - TTB และหุ้นปันผลสูงเป็นเป้าหมายหลักนักลงทุน

ข่าวทั่วไป Wednesday January 14, 2026 14:36 —ThaiPR.net

กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้ารับกำไร 3 ต่อ จากภาวะตลาดเงินสหรัฐฯ ตึงตัว ให้เป้าดัชนี 1,401 จุด มอง KBANK - TTB และหุ้นปันผลสูงเป็นเป้าหมายหลักนักลงทุน

  • บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยจะเป็นเป้าหมายการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ หลังเกิดภาวะตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ มองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยระยะ 12 เดือนข้างหน้าที่ 1,401 จุด
  • เปิดปัจจัยหนุนหุ้นไทยไปต่อจากเงินไหลเข้าหวังทำกำไร 3 ต่อ ทั้งกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น โอกาสรับเงินปันผล และส่วนต่างค่าเงินที่แข็งค่า โดย "กลุ่มธนาคาร" เป็นกลุ่มที่มีโอกาสสร้างกำไร 3 ต่อ แนะนำ KBANK , TTB และหุ้นปันผลสูง BA, SPRC และ THANI ยังมีโอกาสในการลงทุน
  • มองภาพรวมการลงทุนทั่วโลก หุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสไปต่อ แต่ด้วย Valuation ที่เริ่มตึงตัว ตลาดจะหันไปให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรบริษัทเข้มข้นขึ้น จึงควรเน้นลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์ (NVDA80, GOOG80) พร้อมกับกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มคุณค่า (ESTEE80, MS06, ASML01, SPHLTH80) และตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เหตุความเสื่อมค่าของดอลลาร์สหรัฐ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระจายวงกว้าง ยังเอื้อให้ทองคำมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ โดย KTX ประเมินเป้าหมายราคาทองคำแตะ 5,109 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะยาว

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินภาวะการตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยสร้างกำไร 3 ต่อ ทั้งปันผลสูง กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไปแตะระดับ 1,401 จุดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองในฐานะทุนสำรอง บีบให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง จนเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของรัฐบาล และต้องหันมาระดมทุนผ่านแหล่งเงินทุนระยะสั้น อันเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราวผ่านระบบ REPO ควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่องถาวรผ่านการขยายงบดุล (QE) อีกครั้ง ปัจจัยนี้จะสนับสนุนให้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) ของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งยังคงช่วยขับเคลื่อนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ทะยานขึ้น แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มกระจายวงกว้าง KTX ประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ดัชนีดอลลาร์เสื่อมค่าลงสู่ระดับ 97.7 จุดในปี 2026 และผลักดันให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 4,697 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ 5,109 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องมาที่ 30.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น จะสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทย โดยเริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเริ่มเข้าสู่จุดนิ่ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับเป็นขาขึ้น จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เม็ดเงินลงทุนย้ายเข้าสู่ "ตลาดหุ้นไทย" เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่น่าจูงใจกว่า โดยมี "กลุ่มธนาคาร" เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยมีความพร้อมที่จะสร้างโอกาสทำกำไร 3 ต่อให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากการมีสภาพคล่องล้น ขณะที่ฐานะเงินกองทุน (CE Tier 1) อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เอื้อต่อการบริหารจัดการทุนเชิงรุก ทั้งการเพิ่มอัตราปันผลจ่าย (รวมถึงการซื้อหุ้นคืน) ซึ่งจะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อันจะนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating Valuation) และท้ายที่สุดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ หุ้นเด่นน่าจับตาได้แก่ KBANK และ TTB

นอกจากนี้ KTX ยังมองเห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง อย่าง BA, SPRC และ THANI รวมไปถึงหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับลดต้นทุนทางการเงิน ตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วงก่อนหน้า ได้แก่ GULF, BCPG, EGCO และ LH

ด้านนายวรัท บางเจริญพรพงค์ นักกลยุทธ์การลงทุนตลาดต่างประเทศ KTX กล่าวว่ายังคงเล็งเห็นถึงโอกาสของการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่แรงขับเคลื่อนหลักกำลังเคลื่อนย้ายจากการขยายตัวของการประเมินมูลค่า (Valuation) ไปสู่การเติบโตของกำไรบริษัท เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 มีระดับ Valuation ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่นโยบายการเงินอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันชั่วคราว เนื่องด้วยอยู่ระหว่างรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ในขณะที่ธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ และกำไร แต่เริ่มเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพกำไร จากภาระการลงทุน และค่าเสื่อมราคา เป็นเหตุให้การลงทุนในปี 2026 นักลงทุนควรมุ่งให้ความสำคัญไปที่การคัดเลือกหุ้นรายตัวมากขึ้น (NVDA80, GOOG80) พร้อมกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มคุณค่า (Value) (ESTEE80, MS06, ASML01, SPHLTH80) และภูมิภาคอื่นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (NIKKEI80, กองทุนรวม SCBKEQT, SCBSEMI (A), KT-JAPAN-ALL) ขณะที่ตลาดจีน มีโอกาสเก็งกำไรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แม้เศรษฐกิจยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ