โรงไฟฟ้ามินบูดันกำไร SCN พุ่ง นักลงทุนรับทรัพย์ปันผล 0.10 บาท/หุ้น ดัน Dividend Yield สูงสุดเป็นประวัติกาลที่ 5% พร้อมเติบโตระยะยาวผ่านพอร์ตโซลาร์รูฟ

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday February 18, 2020 09:00 —ThaiPR.net

โรงไฟฟ้ามินบูดันกำไร SCN พุ่ง นักลงทุนรับทรัพย์ปันผล 0.10 บาท/หุ้น ดัน Dividend Yield สูงสุดเป็นประวัติกาลที่ 5% พร้อมเติบโตระยะยาวผ่านพอร์ตโซลาร์รูฟ

กรุงเทพฯ--18 ก.พ.--บางกอก ออทัม

ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เปิดเผยกำไรปี 2562 ในระดับสูงที่ 196 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 17 ล้านบาท ซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยสำคัญมาจากการเริ่มรับรู้กำไรจากโครงการมินบูในช่วงไตรมาส 4/2562 ที่ผ่านมา นอกจากนี้บริษัทฯยังได้ดำเนินการจำหน่ายกิจการตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (Auto Dealer) ยี่ห้อ Mitsubishi ของบริษัทฯจำนวน 2 แห่ง ซึ่งมีการรับรู้เป็นกำไรจากการขายที่ระดับ 86 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯมีอัตรากำไร EBITDA ที่สูงขึ้น เท่ากับ 18% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 16% ของปีก่อน
นอกจากนั้น บริษัทฯยังมีการตอบแทนนักลงทุนด้วยการอนุมัติการจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 0.10 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น dividend yield ที่สูงถึง 5% ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนการจ่ายปันผลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่บริษัทฯเข้าตลาดหลักทรัพย์มา
ดร.ฤทธี กล่าวว่า "เรามั่นใจว่า SCN จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในทุกๆด้าน โดยเฉพาะผ่านโครงการสำคัญที่บริษัทฯได้ลงทุนมา อย่างโครงการโรงไฟฟ้ามินบูซึ่งคาดว่าจะมีต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งและค่าก่อสร้างที่มีแนวโน้มว่าจะต่ำลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้ IRR สูงกว่าที่เราเคยตั้งเป้าไว้ที่ 10% ซึ่งนักลงทุนจะเริ่มเห็นการรับรู้กำไรจากโครงการมินบูตั้งแต่นี้เป็นต้นไป นอกจากนี้บริษัทฯจะเดินหน้าเร่งก่อสร้างสำหรับ เฟส 2 ภายในไตรมาส 3/2563 และคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 4 เฟส ได้ภายในปี 2564 ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นเกือบ 10,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ปลายปีที่ผ่านมาบริษัทฯได้จับมือกับพันธมิตร ขยายงานทางด้านพลังงานทดแทนโซลาร์รูฟท็อป โดยจัดตั้ง บริษัท สแกน แอดวานซ์ พาวเวอร์ จำกัด เพื่อบุกเบิกตลาดซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ที่ผ่านมาได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชนสัญญาเช่าโครงการโซลาร์รูฟท็อปกับผู้ประกอบการไปแล้วรวมจำนวน 10 MW ซึ่งบริษัทฯตั้งเป้าการขยายพอร์ตซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ให้มีจำนวนรวม 110 MW หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาทภายใน 4 ปีข้างหน้า"


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ