จีนกำลังเร่งผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำการผลิตผงชาเขียวบดละเอียด หรือ มัทฉะ (matcha) ซึ่งกระแสความนิยมทั่วโลกยังคงพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง
หนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รายงานว่า ผลผลิตมัทฉะของจีนในปี 2568 มีปริมาณทะลุ 12,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของผลผลิตทั่วโลก ส่งผลให้จีนกลายเป็น ผู้ผลิตมัทฉะรายใหญ่ที่สุดในโลก
แม้ว่าในเวทีสากล มัทฉะจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่รัฐบาลและภาคเอกชนของจีนได้ประสานความร่วมมือในแคมเปญ ทวงคืนมัทฉะสู่จีน โดยชูว่าแท้จริงแล้วมัทฉะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน
- เมืองหลวงแห่งมัทฉะ
เมืองถงเหรินในมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตมัทฉะชั้นนำของประเทศ และได้สถาปนาตัวเองเป็น เมืองหลวงแห่งมัทฉะ โดยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหลังสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวชาประจำปี ตาข่ายพรางแสงที่ใช้คลุมไร่ชา เทนฉะ (tencha) ขนาดใหญ่ได้ถูกรื้อถอนออก เผยให้เห็นทิวทัศน์ของทุ่งชาสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
ทั้งนี้ เทนฉะ คือวัตถุดิบตั้งต้นในการทำมัทฉะ โดยกระบวนการผลิตจะต้องใช้ตาข่ายพรางแสงคลุมต้นชาไว้เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มรสชาติกลมกล่อมหรือ อูมามิ จากนั้นจึงนำใบชาไปนึ่งและอบแห้งโดยไม่มีการนวด และเมื่อนำใบชาเทนฉะแห้งนี้ไปบดจนเป็นผงละเอียด ก็จะได้ออกมาเป็นมัทฉะ
ที่โรงงานแปรรูปชาแห่งหนึ่งใกล้กับไร่ชา มีการติดตั้งป้ายประกาศข้อความว่า จีนคือบ้านเกิดของมัทฉะ พร้อมคำอธิบายที่อ้างว่า ต้นกำเนิดของมัทฉะย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคราชวงศ์เว่ยและราชวงศ์จิ้นของจีน
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เดอะเจแปนนิวส์โดยหนังสือพิมพ์โยมิอุริ รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเว็บไซต์ของจังหวัดเกียวโตว่า วัฒนธรรมการดื่มชาของญี่ปุ่นแพร่หลายขึ้นหลังจากที่พระสงฆ์และพ่อค้าได้นำใบชาและชาผงกลับมาจากประเทศจีน จากนั้นญี่ปุ่นจึงได้พัฒนาวิธีการเพาะปลูกที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองในภายหลัง รวมถึงการพรางแสงในไร่ชาเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสอูมามิ จนกลายมาเป็นมัทฉะในยุคปัจจุบัน และขณะนี้ประเทศที่เป็น บ้านเกิด ของชากำลังพยายามที่จะเข้ามาครองตลาดมัทฉะโลก โดยอาศัยเทคนิคการเพาะปลูกที่เรียนรู้จากญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับข้อได้เปรียบด้านแรงงานจำนวนมหาศาลของจีน
ทั้งนี้ ในปี 2568 มัทฉะที่ผลิตในเมืองถงเหรินได้รับการส่งออกไปยัง 54 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่นด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคาดการณ์ว่า ปริมาณการผลิตจะทะลุ 5,000 ตันในปี 2569 นี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตทั้งหมดภายในประเทศของญี่ปุ่นในปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 5,336 ตัน
ด้านข้อมูลจากแกรนด์ วิว รีเสิร์ช บริษัทวิจัยตลาดในสหรัฐฯ เผยว่า ตลาดมัทฉะทั่วโลกมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 5.07 พันล้านดอลลารสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 8.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576
ผู้บริหารสมาคมการตลาดชาของจีนรายหนึ่งได้กล่าวในงานประชุมเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยแสดงความหวังว่า ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า แบรนด์ของจีนจะสามารถแซงหน้าแบรนด์ของญี่ปุ่นได้
- ปกป้องอุตสาหกรรมชาเขียว
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมชาของตน ด้วยการปราบปรามสินค้าเลียนแบบที่แพร่กระจายในต่างประเทศ
สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า กระนั้นก็ตาม อุตสาหกรรมมัทฉะของญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาในการผลิตให้ทันต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุ จีนจึงฉวยโอกาสจากช่องว่างด้านอุปทานนี้ด้วยการใช้กำลังแรงงานที่มีอยู่อย่างเหลือล้น
เดอะเจแปนนิวส์รายงานว่า สิ่งที่ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นกังวลเป็นพิเศษคือพฤติกรรมการตลาดที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่าสินค้าของจีนผลิตในญี่ปุ่น โดยในงานแสดงสินค้าที่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทค้ามัทฉะของจีนรายหนึ่งได้ใช้คำว่า อุจิ (Uji) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกชาชื่อดังในจังหวัดเกียวโต มาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัท เพื่อให้ผู้บริโภคนึกถึง อุจิมัทฉะ ของญี่ปุ่น แต่จากการสอบถามตัวแทนของบริษัทกลับพบว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทล้วนมาจากประเทศจีน และไม่มีการจำหน่ายมัทฉะจากญี่ปุ่นเลย
สมาคมชาแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Tea Central Public Interest Incorporated Association) และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ จึงได้ยื่นคำขอจดทะเบียน ชาญี่ปุ่น (Japanese Tea) ภายใต้ระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยคุ้มครองผลิตภัณฑ์เฉพาะถิ่น หากได้รับการอนุมัติ การจดทะเบียนนี้จะช่วยเพิ่มความเข้มงวดในการต่อต้านการนำแบรนด์ชาญี่ปุ่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตในต่างประเทศ
การปกป้องแบรนด์ชาญี่ปุ่นในระดับสากลถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ซาดามิ ซูซูกิ กรรมการผู้จัดการของสมาคมฯ กล่าว เป้าหมายของเราคือการรับประกันการจัดหาชาญี่ปุ่นได้อย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการรักษาทั้งคุณภาพและปริมาณการผลิต
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/รัตนา พงศ์ทวิช