นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้แห่เข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากที่สุดในรอบ 6 เดือน หลังตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อความพยายามของรัฐบาลในการดึงเม็ดเงินลงทุนกลับสู่ตลาดในประเทศ อีกทั้งยังเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินวอน
ข้อมูลจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เกาหลี (KSD) ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้เข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ มูลค่า 4.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนก.ค. แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.7 พันล้านดอลลาร์ หลังดัชนี KOSPI ปรับตัวลงรายเดือนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551
นอกจากนี้ จากการคำนวณของรอยเตอร์พบว่า ในเดือนก.ค. นักลงทุนรายย่อยเกาหลีซื้อหุ้นสหรัฐฯ เป็นมูลค่าสูงกว่าการซื้อหุ้นในประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.พ. สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยดัชนี KOSPI ปรับตัวลงแล้ว 33% จากจุดสูงสุดในเดือนมิ.ย.
การปรับฐานของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK Hynix จากความกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน AI รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตจีน ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ KOSPI หายไปราว 2,257.8 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.59 ล้านล้านดอลลาร์ โดยหุ้นทั้งสองบริษัทคิดเป็นสัดส่วนถึง 76% ของมูลค่าตลาดที่หายไปทั้งหมด
ทั้งนี้ กระแสเงินทุนไหลออกเคยชะลอลงในช่วงที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้แข็งแกร่ง โดยนักลงทุนรายย่อยแห่กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ จากกระแสการลงทุนด้าน AI ประกอบกับมาตรการจูงใจด้านภาษีของรัฐบาลสำหรับผู้ที่ขายหุ้นต่างประเทศเพื่อนำเงินกลับมาลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนไหลออกกลับมาเร่งตัวขึ้นหลังดัชนี KOSPI ร่วงหนัก ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาเชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า โดยนักวิเคราะห์เกาหลีใต้มองว่า การที่นักลงทุนรายย่อยหันกลับไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากเกาหลีใต้อีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงกระทบความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นการลงทุนในประเทศ แต่ยังอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินวอน
ด้านนักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกาเตือนในทำนองเดียวกันว่า หากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ กระแสเงินลงทุนของนักลงทุนรายย่อยอาจไหลออกต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการแข็งค่าของเงินวอนต่อไป
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/ปนัยดา ปัทมโกวิท