ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐเปิดฉากปะทะกับอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือน
ณ เวลา 20.35 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) [WTI.X] ส่งมอบเดือนต.ค. บวก 2.30 ดอลลาร์ หรือ 2.77% สู่ระดับ 85.68 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. บวก 2.48 ดอลลาร์ หรือ 2.80% สู่ระดับ 90.58 ดอลลาร์/บาร์เรล
เมื่อวันอาทิตย์ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) แถลงว่า สหรัฐได้โจมตีแท่นยิงจรวดจำนวน 2 แห่งบนเกาะลารักของอิหร่าน ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งแรกต่อเป้าหมายในอิหร่านนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐในจอร์แดน
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ขู่ว่า เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นสถานีส่งออกน้ำมันของอิหร่าน จะถูกทำลายอย่างย่อยยับ
ขณะเดียวกัน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานของโลก ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้เข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว
นายทามาส วาร์กา นักวิเคราะห์จากบริษัท PVM Oil Associates กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านอุปทานจะยังคงมีอยู่ และปริมาณน้ำมันสำรองจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์และหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่วิกฤตอิหร่านมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงดุลความมั่นคงที่เป็นอยู่เดิมในตะวันออกกลาง
ด้านโกลด์แมน แซคส์ ระบุในรายงานว่า การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลางและรัสเซีย ทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกที่ตึงตัวอยู่แล้วถูกจำกัดมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรของผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดครั้งใหม่
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ