บมจ.การบินไทย [THAI] ฉายภาพครึ่งปีหลังมั่นใจเอาอยู่แม้ราคาน้ำมันจะกลับมาสูง แต่ไม่ลดเที่ยวบิน ไฮซีซั่นลุยเพิ่มความถี่เส้นทางบินใกล้-ยุโรป กลับมาบินดานัง-เสียมราฐ-เซียะเหมิน หลังรับมอบเครื่องบินเข้ามาเพิ่ม มั่นใจรายได้ปีนี้ที่ 2 แสนล้านบาทตามเป้า แม้ความสามารถทำกำไรอาจลดลงจากต้นทุนน้ำมันพุ่ง พร้อมเดินหน้าขยายฝูงบิน 150 ลำให้ได้ตามแผนอัพมาร์เก็ตแชร์ และการเติบโตในระยะยาว ขณะที่บอร์ดยังไม่ไฟเขียวโครงการ MRO
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI เปิดเผยกับ อินโฟเควสท์ ว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าในไตรมาส 2 ที่ราคาน้ำมันพุ่งพรวดจนทำให้การบินไทยต้องลดเที่ยวบินไปในเดือน พ.ค. 69 ประมาณ 6-7% และในเดือน มิ.ย. ราว 2% แต่นับจากเดือน ก.ค.จนถึงปัจจุบัน การบินไทยไม่มีการลดเที่ยวบินลงอีก แม้ว่าราคาน้ำมัน Jet จะกลับมาเพิ่มขึ้น ล่าสุดอยู่ที่กว่า 160 เหรียญ/บาร์เรล แต่การบินไทยจะไม่ปรับลดเที่ยวบิน เพราะหากปรับบ่อยๆ จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร
สำหรับภาพรวมดีมานด์การเดินทางในครึ่งปีหลังงยังคงอยูในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะชั้นธุรกิจ (Business Class) แต่อาจมีผลกระทบต่อชั้นประหยัด (Economy Class) บ้าง ขณะที่สายการบินต่างชาติบินยังบินเข้าไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยน้ำมันกลับมาพุ่งขึ้นเป็นผลกระทบระยะสั้น
การบินไทยให้ความสำคัญกับความสามารถทำกำไร จะไม่ใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา แม้ยอมรับว่าราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มเป็น 40% ของต้นทุนรวม กดดันอัตราการทำกำไรในปีนี้และการเติบโตลดลงไปพอสมควร โดยในไตรมาส 2/69 อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ยังทำได้ราว 3% จากช่วงที่ผลประกอบการช่วงดีมากมีอัตรากำไรสุทธิเกือบ 20%
นานชาย กล่าวว่า ในไตรมาส 1/69 บริษัทสามารถทำกำไรได้ดีมากที่ 1 หมื่นล้านบาท เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูง ช่วยประคองผลประกอบการในปีนี้ได้ ส่วนในไตรมาส 2/69 ถือว่าการบินไทยทำได้ดีกว่าคาด ไม่เกิดผลขาดทุนแม้จะมีกำไรไม่มาก ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,528 ล้านบาท (ลดลง 87%YoY) ขณะที่สายการบินรายใหญ่เผชิญผลขาดทุน
สำหรับครึ่งปีหลัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI กล่าวว่า ไม่ได้เป็นห่วงมากแม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น เพราะต้นทุนด้านอื่นๆสามารถควบคุมได้ และเครื่องบินที่เข้ามาเพิ่มเติมช่วยผลักดันกำลังผลิต (เพิ่มที่นั่ง) 5-6% ในปีนี้ ทำให้สามารถขยายตลาด เพิ่มความถี่เมืองสำคัญได้ โดยเฉพาะในเส้นทางยุโรป และยอดจองตั๋วในไตรมาส 4 ถือว่าดี ดังนั้น จึงมั่นใจว่ารายได้ปีนี้ของการบินไทยจะทำได้ตามเป้าหมายที่ 2 แสนล้านบาท จากครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 9.96 หมื่นล้านบาท
ครึ่งปีหลังไม่ได้เป็นห่วง เพราะต้นทุนอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันเราควบคุมได้ ในวิกฤตมีโอกาส สายการบินอื่นลดกำลังผลิต สายการบิน low cost ก็ลดกำลังผลิต ก็เป็นโอกาสของเรานายชาย กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้กว่า 40% ของคาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมัน และปีหน้าก็ทำไว้บางส่วนแล้ว ภายใต้นโยบายบริษัทที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60%
*เพิ่มความถี่ยุโรป-เอเชีย กลับมาบินดานัง-เสียมราฐ-เซียะเหมิน
จากที่การบินไทยจะรับมอบเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 ดังนั้น ในเดือน ธ.ค. 69 การบินไทยจะเพิ่มความถี่ กรุงเทพ-ปารีส จาก 7 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ , กรุงเทพ-มิวนิค จาก 7 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 10 เที่ยวบิน/สัปดาห์ , กรุงเทพ-ซูริค จาก 7 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 11 เที่ยวบิน/สัปดาห์
ขณะที่จุดบินใหม่ กรุงเทพ-อัมสเตอร์ดัม เริ่มทำการบิน 1 ก.ค. 69 เดือนแรกเที่ยวบินทั้งขาไปและกลับ โดยมี cabin Factor 60% มองว่ามีแนวโน้มดี แต่ต้องใช้เวลาทำให้จุดบินใหม่คุ้มทุนประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี
ส่วนในกลุ่ม CLMV ได้แก่ เวียงจันทน์ เพิ่มจาก 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 21 เที่ยวบิน/สัปดาห์ , ฮานอย เพิ่มจาก 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์เป็น 21 เที่ยวบิน/สัปดาห์ , โฮจิมินห์ เพิ่มจาก 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 21 เที่ยวบิน/สัปดาห์ , ย่างกุ้ง เพิ่มจาก 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 21 เที่ยวบิน/สัปดาห์ (เริ่ม ต.ค.), ฮ่องกง เพิ่มจาก 28 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์
ส่วนเมืองที่กลับไปทำการบิน ได้แก่ ดานัง ทำการบิน 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ , เสียมราฐ ทำการบิน 7 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ส่วนจีน กลับมาบิน เซียะเหมิน เริ่ม 25 ต.ค.ตลอดตารางบินฤดูหนาว จากเดิมทำการบิน 5 เมือง ซึ่งเส้นทางบินจีนอยู่ระหว่างเจรจา slot เพราะนโยบายของจีนปล่อย Slot ยาก ส่วนอินเดีย การบินไทยมีจำนวนเที่ยวบินมากอยู่แล้ว โดยสิ้นปี 69 จะมีเที่ยวบิน 98 เที่ยวบิน/สัปดาห์
ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากตลาดยุโรป 35% ออสเตรเลีย 10% เอเชีย 50% และ ในประเทศ 5%
*ลุยขยายฝูงบินตามแผน เร่งสร้างความได้เปรียบการแข่งขัน
นายชาย กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน ฝูงบินของการบินไทยอยู่ที่ 93 ลำ แบ่งเป็น เครื่องบินลำตัวกว้าง 64 ลำ เครื่องบินลำตัวแคบ 29 ลำ จากปลายปี 68 อยู่ที่ 89 ลำ
ช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทจะรับมอบเครื่องบินอีก 13 ลำ เป็นโบอิ้ง 787-8 จำนวน 4 ลำ โบอิ้ง 787-9 จำนวน 3 ลำ แอร์บัส 321 อีก 6 ลำ แต่นำเครื่องบินเก่าออก 4 ลำ เป็นแอร์บัส A350-900 จำนวน 2 ลำ และโบอิ้ง 787-8 จำนวน 2 ลำ ทำให้สิ้นปี 69 การบินไทยจะมีเครื่องบินรวม 102 ลำ
จากนั้นในปี 70 จะรับมอบอีก 9 ลำ เป็นโบอิ้ง 787-8 จำนวน 6 ลำ และ แอร์บัส 321 อีก 3 ลำ รวมสิ้นปี 70 จะมีฝูงบินเพิ่มเป็น 111 ลำ
และ ในปี 71 จะเริ่มรับเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 787-10 ที่สั่งซื้อไว้ทั้งหมด 55 ลำ โดยปี 71 รับ 9 ลำ จากนั้นจะทยอยรับมอบจนถึงปี 76 ประมาณปีละ 9-10 ลำ จะทำให้การบินไทยจะมีเครื่องบินเพิ่มเป็น 150 ลำ คาดว่าจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 35%
นายชาย กล่าวอีกว่า ในอีก 2 ปี การบินไทย ต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนในรูปแบบใดในการจัดซื้อเครื่องบินใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเป็นทรัพย์สิน หรือ Operating lease หรือ Financial lease โดยฝ่ายบริหารเห็นว่าการบินไทยควรมีสัดส่วนเป็นเจ้าของเครื่องบิน กับเช่า 50-50 หรือ 40-60 ซึ่งปัจจุบัน การบินไทย เป็นเจ้าของเครื่องบินไม่ถึง 20%
มองว่าใน 2 ปีข้างหน้าเห็นผลจากการเร่งขยายฝูงบิน น่าจะมีโอกาสรักษาความสามารถการแข่งขันได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับผู้นำองค์กรนายชาย กล่าว
นายชาย กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน การบินไทย มีกระแสเงินสดมากกว่า 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานที่อู่ตะเภา มูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทฯ ทำให้โครงการล่าช้ากว่าแผนไปมากแล้ว
ส่วนที่การบินไทยมีการเปิดรับสมัคร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คนใหม่ นายชาย กล่าวว่า บุคคลที่จะเข้ามาต้องเป็นมืออาชีพ สามารถบริหารและปฏิบัติ ตามด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว อย่างเช่น การเปิดจุดบินใหม่ หรือบางสิ่งหากไม่เห็นด้วยก็ต้องมีจุดยืน ไม่ใช่เป็นห่วงตำแหน่งตัวเอง รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจการบินเป็นอย่างดี เข้าใจอุตสาหกรรมการบิน
ส่วนตัวเองยังไม่ตัดสินใจว่าจะสมัครหรือไม่ โดย THAI จะเปิดรับสมัครถึง 27 ก.ย.69
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร