คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) เคาะแบงก์กรุงไทยเป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางบริหาร (CCH) ขับเคลื่อนตั๋วร่วมค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท เร่งขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วม ลดภาระค่าครองชีพสร้างความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 3/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 โดยกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้บริษัท ธนาคารกรุงไทย [KTB] เข้ามาประกอบกิจการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และมติ คนต. เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
ทั้งนี้ สนข. ได้ประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 และเร่งรัดให้ดำเนินการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากมาตรการโดยเร็ว
การประชุมในครั้งนี้ ติดตามความคืบหน้าแผนการดำเนินงาน (Timeline) ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน พร้อมทั้งพิจารณาวาระที่สำคัญ ได้แก่ การพิจารณาหน่วยงานที่มีความเหมาะสมในการเป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) และการพิจารณากฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับอัตราค่าโดยสารร่วม จำนวน 2 ฉบับ เพื่อให้เกิดกลไกที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเชิงโครงสร้างของระบบตั๋วร่วมเป็นรูปธรรมในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ประชาชนตามเป้าหมายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม
สำหรับความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ซึ่งปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ออกประกาศสำนักงานและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จำนวน 5 ฉบับแล้ว ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ลงนามประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ และประกาศ คนต. 2 ฉบับแล้ว เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังได้รายงานความคืบหน้าการเจรจากับผู้ประกอบการ การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 รวมถึงการติดตั้งและทดสอบระบบตั๋วร่วม โดยที่ประชุมมีมติรับทราบ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด