เวอริสก์ เมเปิลครอฟต์ (Verisk Maplecroft) บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง เตือนว่า สภาพอากาศแปรปรวนและผลกระทบจากสงครามอิหร่านอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในเอเชีย และอาจนำไปสู่ความไม่สงบในสังคมและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการจัดหาเชื้อเพลิงและปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตร ขณะที่สภาพอากาศสุดขั้วจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nio) ที่รุนแรงยังทำให้หลายประเทศในเอเชียเผชิญสภาพอากาศที่กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
อินโดนีเซีย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเผชิญไฟป่าที่ควบคุมได้ยากจนกระทบต่อการเก็บเกี่ยว ขณะที่อินเดีย ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก มีปริมาณฝนในช่วงฤดูมรสุมต่ำกว่าปกติ 15% ส่วนไทยมีแนวโน้มผลผลิตน้ำตาลลดลงอย่างหนัก
เวอริสก์ เมเปิลครอฟต์ระบุในรายงานที่เผยแพร่วันนี้ (17 ก.ย.) ว่า ผลกระทบจากสงครามและสภาพอากาศกำลังผลักดันอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารให้พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยจุดชนวนความไม่สงบมาโดยตลอด
ข้อมูลจากดัชนีความมั่นคงด้านอาหารของเวอริสก์ เมเปิลครอฟต์พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงหรือระดับวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหาร ยังอยู่ใน 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีคาดการณ์ความไม่สงบในสังคม โดยมีอินเดีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียรวมอยู่ด้วย ขณะที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเกิดการประท้วงขึ้นแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
เวอริสก์ เมเปิลครอฟต์กล่าวว่า หากแรงกดดันจากราคาและปริมาณอาหารเพิ่มขึ้น และรัฐบาลถูกมองว่ารับมือกับสถานการณ์ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจนำไปสู่ความไม่สงบและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้
สำหรับประเทศที่เผชิญความขัดแย้งอยู่แล้ว เช่น อัฟกานิสถานและเมียนมา ภาวะช็อกด้านอาหาร (Food shock) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม ขณะที่ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยในระดับสูง ยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ของเกษตรกรก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกครั้งต่อไป
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต